“คริปโตเคอเรนซี”คืออะไรทำไม? ธปท.ต้องแบน..ดูดีๆ มีความเสี่ยง!

236
นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

เรารู้จัก “คริปโตเคอเรนซี”มากน้อยแค่ไหน?..“คริปโตเคอเรนซี”เป็นสกุลเงินที่คนในวงการค้าออนไลน์ส่วนหนึ่งเริ่มใช้ กันแล้วในการแลกเปลี่ยนในการซื้อขายสินค้า และนำไปเก็งกำไร บางประเทศยอมรับ แต่อีกหลายประเทศไม่ยอมรับและจับตามอง ล่าสุดแบงก์ชาติไทยสั่งธนาคารพาณิชย์ห้ามไปเกี่ยวข้อง เพราะมีความผันผวนสูง

คริปโตเคอเรนซี (CRYPTO CURRERNCY)  คืออะไร

ความหมายที่แปลได้ในสมัยโบราณ แปลว่า สกุลเงินเข้ารหัสลับแปลตรงตัวที่สุดคือ CRYPTO คือ จำนวนจำกัดCURRENCY คือ สกุลเงิน ซึ่งจะเรียกกันง่ายๆในสมัยนี้ก็คือ สกุลเงินที่มีจำนวนจำกัด ฉะนั้นเมื่อสกุลเงินชนิดนี้ มีจำนวนจำกัด ก็จะทำให้เกิดความต้องการ เกิดการเก็งกำไร และสร้างให้มีมูลค่าสูง เพราะหลายคนที่ทำธุรกรรมออนไลน์จะมองว่าเงินสกุลดิจิตอลที่ถือครองอยู่น่าจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น

“วิวัฒนาการของ “เงิน” แบ่งออกเป็น

1.) สิ่งของ : ในสมัยโบราณเราจะแลกสิ่งของต่อสิ่งของหรือที่เรียกว่าบาร์เตอร์ เช่น ใครมี ช้าง ม้า วัว ควาย ก็เอามาแลกเปลี่ยนกับสิ่งของอีกอย่างที่ตนเองต้องการ

2.) เหรียญ – ธนบัตร : จากสิ่งของ พัฒนา มาเป็นเหรียญ -ธนบัตร  โดยกำหนดมูลค่าเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยน เพื่อความยุติธรรมและสะดวกต่อการแลกเปลี่ยน

3.) การ์ด เครดิต เช่น บัตร ATM บัตร เครดิตการ์ด  เป็นการลดขั้นตอนในการพกเงินสด เพิ่มความปลอดภัย และสถาบันการเงิน ตลอดจนกิจการทางการค้าต่างๆ ใช้เป็นเครื่องมือทางการตลาด การแบ่งระดับฐานะทางการเงินของลูกค้า

4.) E- CURRENCY : เป็นอีกวิวัฒนาการของเทคโนโลยีทางด้านอินเทอร์เน็ตและดิจิทัล เพื่ออำนวยความสะดวกในการจับจ่ายใช้สอย บิลต่างๆ เช่น ใช้โทรศัพท์ของเราเครื่องเดียวทำได้แค่ปลายนิ้ว ถ้าเราจะโอนเงิน ก็ไม่ต้องวิ่งไปธนาคาร หรือจ่ายบิลต่างๆ ก็ ไม่ต้องออกไปไหน

5.) CRYPTO CURRENCY : โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่าน สู่คำว่า CRYPTO CURRENCY

” CRYPTO CURRENCY ” คือสกุลเงินดิจิตอล ที่มีความแตกต่างจากสกุลเงิน 3 สกุลเงินที่ว่าคือ  เหรียญ  ธนบัตร  การ์ด – เครดิต -E –CURRENCY  ซึ่งทั้ง 3 สกุลเงินนี้มีมูลค่าตายตัวและที่สำคัญมันไม่สามารถเพิ่มมูลค่าได้ หรืออาจจะมีดอกเบี้ยบ้าง เช่น ถ้าเรามีเงินฝากที่ธนาคารปีนี้จำนวน 1 ล้านบาท ปีหน้าหรืออีก 2-3 ปี ก็ยัง 1 ล้านบาทเท่าเดิมอาจจะบวกดอกเบี้ยให้ 1-2% เท่านั้นเอง แต่ถ้าเป็น CRYPTO CURRENCY จะมีจุดแตกต่างคือ “ ไร้ข้อจำกัดทางการเงิน”

1.โอนหากันได้ทุกประเทศทั่วโลก ตลอด 24 ชั่วโมงตลอด 7 วันไม่มีวันหยุด เสาร์-อาทิตย์

2.โอนหากันได้ไม่จำกัดจำนวน

3.โอนหากันได้ทั่วโลกด้วยค่าธรรมเนียมที่ถูกที่สุด

* 4.สามารถเก็งกำไรได้

CRYPTO CURRENCY  เป็นหน่วยสกุลเงินที่ขณะนี้นำไปเก็งกำไรได้ เป็นเงินดิจิตอลที่ได้จดขึ้นทะเบียนสกุลเงิน อย่างถูกต้องหลักสากล สถานการณ์คือวันนี้คนทั่วโลกต้องการใช้เงินอย่างไร้ขีดจำกัด และต้องการเพิ่มมูลค่าตัวเงินในลักษณะเดิมที่มีสภาพนิ่งๆ เพราะฉะนั้นคนจำนวนหนึ่งจึงหันมาศึกษาข้อมูลของ CRYPTO CURRENCY กันอย่างมากมาย

BITCOIN คือ CRYPTO CURRENCY สกุลแรก เป็นที่นิยมของประชากรจีน อาจจะล้างสถิติ ที่ BITCOIN ทำไว้ก็เป็นไปได้สร้างสถิติความประสบผลสำเร็จไว้ได้ เพียงระยะเวลาแค่ 7 ปี จากราคาแค่ 10 CENS หมายความว่าคิดเป็นเงินไทยไม่ถึง 3 บาทแต่ราคาเพิ่มมูลค่าสูงถึง 1,200$/1 COIN ฉะนั้น BITCOIN ประสพผลสำเร็จแล้วเป็นไปได้ที่จะมีสกุลเงินอื่นๆ COPY ตามหลังมา ต่อมาจึงเกิด CRYPTO CURRENCY

CRYPTO CURRENCY ซึ่งมีความหมายว่า สกุลเงินเข้ารหัส เป็นสกุลเงินดิจิตอลที่ถูกพัฒนาขึ้นหลังจากปี 2009 อยู่ในรูปแบบของรหัสคณิตศาสตร์ที่ยากต่อการปลอมแปลง และมีความปลอดภัยสูง ซึ่งปัจจุบันมีอยู่มากกว่า 600 กว่าสกุล และถูกนำไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ของ ผู้คนทั่วไปบนโลกใบนี้ และแทบจะเข้ามาแทนที่การใช้สกุลเงินแบบเดิมเกือบจะสมบูรณ์แล้ว ยกตัวอย่างเช่น ในทวีปยุโรป และ ทวีปอเมริกา มีร้านค้าที่มีชื่อเสียงรวมถึงโรงแรมเกือบ 4 แสนแห่ง รับชำระค่าบริการโดยใช้ คริปโต เคอเรนซี บริษัทข้ามชาติเริ่มใช้ สกุลเงินนี้ในการเชื่อมโยงการเงินของแต่ละสาขาทั่วโลก และนอกจากนี้ยังมีตู้ ATM ของธนาคารชั้นนำที่รับการเชื่อมโยงของ คริปโต เคอเรนซี่ มาแปลงเป็นสกุลเงินของประเทศนั้นๆ ให้กับผู้ใช้บริการ

         ล่าสุด สวีเดน เตรียมยกเลิกการใช้เงินสดในรูปแบบธนบัตรและเหรียญ โดยสิ้นเชิง เพื่อลดปัญหาการก่ออาชญากรรม ขณะที่ในเอเชีย เกาหลี และ ญี่ปุ่น กำลังร่างกฎหมายรองรับคริปโต เคอเรนซีไว้เรียบร้อย

          DIGITAL CURRENCY หรือ CRYPTO CURRENCY ก็คือสกุลเงินดิจิตอลซึ่งใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ในการสร้างและเก็บไว้เพื่อใช้เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยน ขณะนี้คนจำนวนหนึ่งยอมรับใช้สกุลเงินดิจิตอลเหล่านี้ในการซื้อสินค้าและบริการในโลกออนไลน์ได้ และสามารถแลกเปลี่ยนมาเป็นเงินจริงได้ ซึ่งสกุลเงิน CRYPTO CURRENCY ทุกสกุล ราคาและมูลค่าของเหรียญจะไม่ขึ้นอยู่กับสถาบันการเงิน ประเทศ หรือภาวะการเงินของเศรษฐกิจใดๆ แต่ราคาและมูลค่าของเหรียญจะขึ้นอยู่กับ อุปสงค์และอุปทาน หรือดีมานซ์และซัพพลาย หมายความว่า ยิ่งจำนวนผู้ที่ต้องการถือครองเหรียญ มีมากขึ้นเท่าไร จำนวนเหรียญที่ขุดมาได้ซึ่งมีอยู่อย่างจำกัด ยิ่งส่งผลให้ราคาและมูลค่าก็จะยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ เปรียบเสมือนคุณถือครองที่ดินหรือทองคำ ซึ่งนับวันจะมีแต่มูลค่าและราคาที่สูงขึ้น มันแตกต่างจากเงินธนบัตรตรงที่ เงินธนบัตรจะมีราคาที่ตายตัว เช่นธนบัตรใบละ 1,000 บาท วันนี้ ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่ อีก 2 ปี 3 ปี หรือ 5 ปีถัดไปข้างหน้า ราคาจะเพิ่มเป็น 2,000 บาท

แบงก์ชาติยังบอยคอต

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ออกหนังสือเวียนไปยังสถาบันการเงินทุกแห่งโดย ธปท.ฝนส.(23)ว. 276/2561 เรื่อง ขอความร่วมมือสถาบันการเงินไม่ให้ทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเคอเรนซี (Cryptocurrency) เนื่องจากปัจจุบันวิวัฒนาการทางด้านเทคโนโลยีมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โดยได้มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ร่วมกับการทำธุรกรรมทางการเงินและพัฒนารูปแบบการให้บริการทางการเงินในลักษณะต่าง ๆ รวมถึงการกำเนิดคริปโตเคอเรนซี เช่น Bitcoin หรือ Ether โดยคริปโตเคอเรนซีบางประเภทไม่สามารถระบุผู้ออกได้อย่างชัดเจน ไม่มีสินทรัพย์ค้ำประกันตามมูลค่าหรือไม่มีสินทรัพย์อ้างอิง ซึ่งผู้ที่ต้องการทำธุรกรรมดังกล่าวสามารถทำรายการซื้อขายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ โดยที่ผ่านมาราคาของคริปโตเคอเรนซีมีความผันผวนสูง ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการเก็งกำไร ผู้ทำธุรกรรมจึงมีความเสี่ยงจากการขาดทุนสูง รวมทั้งไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายในระยะเวลาอันรวดเร็วได้

          ในประเทศไทยคริปโตเคอเรนซียังไม่มีคุณสมบัติเป็นเงินที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย และยังไม่มีกฎหมายกำหนดให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานใดเป็นการเฉพาะ ผู้ทำธุรกรรมอาจไม่ได้รับความคุ้มครองตามสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ใช้บริการทางการเงินในกรณีถูกหลอกลวงหรือเกิดปัญหาในการทำธุรกรรม นอกจากนี้ การใช้คริปโตเคอเรนซีอาจถูกใช้เป็นช่องทางในการกระทำผิดกฎหมายได้ เช่น การฟอกเงิน หรือการสนับสนุนการก่อการร้าย ประกอบกับการทำธุรกรรมดังกล่าวเป็นการทำผ่านระบบเทคโนโลยีทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องคำนึงถึงความมั่นคงปลอดภัยของระบบเป็นสำคัญ

          ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เล็งเห็นถึงประเด็นปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเคอเรนซี โดยเฉพาะอย่างยิ่งคริปโตเคอเรนซีที่ไม่สามารถระบุผู้ออกได้อย่างชัดเจน หรือไม่มีสินทรัพย์ค้ำประกันตามมูลค่าหรือไม่มีสินทรัพย์อ้างอิง ธปท. จึงขอความร่วมมือสถาบันการเงินทุกแห่ง ไม่ให้ทำธุรกรรมหรือมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเคอเรนซี ในกรณีดังต่อไปนี้

          1.การเข้าไปลงทุนหรือซื้อขายในคริปโตเคอเรนซีเพื่อผลประโยชน์ของสถาบันการเงินเองหรือผลประโยชน์ของลูกค้า

          2.การให้บริการรับแลกเปลี่ยนคริปโตเคอเรนซีผ่านช่องทางให้บริการของสถาบันการเงิน

          3.การสร้างแพลตฟอร์ม (platform) เพื่อเป็นสื่อกลางให้ลูกค้าเข้าไปทำธุรกรรมเกี่ยวกับคริปโตเคอเรนซีระหว่างกัน

          4.การให้ลูกค้าใช้บัตรเครดิตในการซื้อคริปโตเคอเรนซี

          5.การสนับสนุนหรือให้คำปรึกษากับลูกค้าเกี่ยวกับการลงทุนหรือการแลกเปลี่ยนคริปโตเคอเรนซี

          นอกจากนี้ ธปท. ขอให้สถาบันการเงินทุกแห่งเพิ่มความระมัดระวังการให้บริการด้านเงินฝากและด้านสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการเปิดบัญชี หรือการใช้บัญชีที่อาจนำไปสู่การทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเคอเรนซี โดยขอให้สถาบันการเงินถือปฏิบัติในเรื่องการรู้จักตัวตนของลูกค้า (Know Your Customer : KYC) และดำเนินการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (Customer Due Diligence : CDD) อย่างเคร่งครัด ตามกฎหมายและประกาศที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนแนวปฏิบัติที่ทางการอาจกำหนดเพิ่มเติมต่อไป รวมทั้งร่วมกันดำเนินการเพื่อป้องกันไม่ให้การทำธุรกรรมดังกล่าวถูกใช้เป็นช่องทางในการกระทำผิดกฎหมาย