กินเจแบบไหนยังไง?ดีต่อใจ ดีต่อสุขภาพไปฟังกรมอนามัยแนะนำ

14
เครดิตภาพ เพจกลุ่มอาหารเพื่อคนรักสุขภาพ(เจ&มังสวิรัติ)

กินเจให้ได้ทั้งบุญ ได้ทั้งสุขภาพ แบบง่ายๆ ที่แนะนำต่อๆ กันไปได้ ด้วยคำแนะนำจากกรมอนามัย ที่ทำให้การกินเจอปีนี้ได้ประโยชน์อย่างแท้จริงทั้งต่อร่างกายและจิตใจ

        เพราะเทศกาลกินเจ ที่มีเพียงปีละช่วงเวลาเดียว กับเวลาดีๆ ที่จะลดเว้นอาหารจากเนื้อสัตว์ พืชผัก(บางชนิด) และสารปรุงแต่งต่างๆ ซึ่งในปัจจุบัน หลายๆ คนหันมาให้ความสนใจ ที่จะ “กินเจ” เพราะมีความสำคัญทั้งต่อเรื่องของ “แรงศรัทธา” และ เป็นเรื่องที่ดีต่อสุขภาพอีกด้วยแต่การ “กินเจ” ถ้าจะให้ได้ทั้ง “บุญ” และ ได้ทั้ง “สุขภาพ” ก็มักกลายเป็นคำถามตามมาว่า ควรกินอย่างไร? จึงจะได้ประโยชน์จากการกินเจนี้แบบเต็มๆ “กรมอนามัย” จึงมีคำแนะนำดีๆ สำหรับมือเก่า และ มือใหม่ ที่กำลังจะหันมา “กินเจ” ในปีนี้

เครดิตภาพ เพจกลุ่มอาหารเพื่อคนรักสุขภาพ(เจ&มังสวิรัติ)

“พ.ญ.พรรณพิมล  วิปุลากร” รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข รักษาราชการแทนอธิบดีกรมอนามัย    เปิดเผยว่า “ช่วงเทศกาลกินเจพ่อค้า แม่ค้า รวมทั้งผู้ที่ปรุงประกอบอาหารกินเอง นอกจากจะคำนึงถึงความปลอดภัยในวัตถุดิบประเภทผักและผลไม้ก่อนนำปรุงอาหาร ด้วยการล้างให้สะอาดทุกครั้งเพื่อป้องกันสารเคมีตกค้างหรือการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรค ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธีตั้งแต่ให้ล้างด้วยน้ำไหล แช่ในน้ำนาน 15 นาที หรือแช่ในน้ำผสมน้ำส้มสายชู 5 เปอร์เซ็นต์ แช่นาน 15 นาที หรือใช้โซเดียมไบคาร์บอเนต (เบคกิ้งโซดา) ครึ่งช้อนโต๊ะผสมน้ำ 10 ลิตร    แช่ทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด ซึ่งทั้ง 3 วิธีนี้จะช่วยลดสารเคมีตกค้างได้ นอกจากนี้เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคควรเลือกใช้ผักปลอดสารพิษที่มีการรับรองจากแหล่งผลิตในการปรุงประกอบอาหารเจแทนการใช้ผักที่มีความเสี่ยงปนเปื้อนสารพิษจะปลอดภัยกว่า

พ.ญ.พรรณพิมล วิปุลากร รักษาราชการอธิบดีกรมอนามัย

ส่วนอาหารแห้งประเภทธัญพืช ถั่วเมล็ดแห้ง เช่น ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วดำ สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญในการบริโภคคือเชื้อราที่ปนเปื้อนในวัตถุดิบดังกล่าวที่เกิดจากการเก็บรักษาที่ไม่เหมาะสม เช่น เก็บไว้ในที่ชื้นเกินไปหรือไม่มีการอบให้แห้งดีพอ ก่อให้เกิดสารอะฟลาท็อกซิน หากมีการบริโภคเข้าไปและมีการสะสมในปริมาณมากก็จะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งได้ การป้องกันที่ดีคือต้องเลือกถั่วเมล็ดแห้งที่ใหม่และเก็บไว้ในภาชนะที่แห้งพอ โดยก่อนที่จะนำมาปรุงประกอบอาหารควรล้างให้สะอาดเพื่อขจัดสิ่งปนเปื้อนและควรปรุงสุกทุกครั้งก่อนนำมาบริโภค”

นี่เป็นคำแนะนำดีๆ สำหรับผู้ที่สนใจกินเจ ที่จะเป็นการกินเจเพื่อสุขภาพ และเพื่อให้เกิดกุศลอย่างแท้จริง นอกจากนี้ กรมอนามัย ยังแนะนำ วิธีเลือกซื้ออาหารเจดีๆ แบบง่ายๆ ที่ทำให้ดีต่อใจ และดีต่อสุขภาพ โดยการเลือกซื้ออาหารเจสำเร็จรูปควรเลือกร้านที่ผู้ปรุงจำหน่ายมีการสวมผ้ากันเปื้อน หมวกคลุมผม ใช้อุปกรณ์หยิบจับอาหาร หรือใส่  ถุงมือ ไม่ใช้ภาชนะโฟมใส่อาหารเจ และควรเลือกซื้ออาหารเจจากร้านอาหารหรือแผงลอยมีป้ายสัญลักษณ์ อาหารสะอาด รสชาติอร่อย (Clean Food Good Taste)

เครดิตภาพ เพจกลุ่มอาหารเพื่อคนรักสุขภาพ(เจ&มังสวิรัติ)

เนื่องจากช่วงเทศกาลกินเจพ่อค้าแม่ค้ามักมีการปรุงประกอบอาหารจำหน่ายเป็นจำนวนมาก การปรุงประกอบที่ไม่สะอาด ไม่ถูกสุขลักษณะ อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพผู้บริโภคได้ ส่วนการเลือกซื้ออาหารเจให้ได้คุณค่าทางโภชนาการนั้น ผู้บริโภคควรเลือกรับประทานอาหารที่มีถั่วหรือผลิตภัณฑ์จากถั่ว เช่น เต้าหู้  น้ำเต้าหู้ นมถั่วเหลือง ฟองเต้าหู้ โปรตีนเกษตร งา และเห็ดต่างๆเพื่อเสริมโปรตีน เน้นข้าวกล้อง อาหารที่ปรุงประกอบด้วยผักต่างๆ เลี่ยงอาหารประเภทผัดน้ำมันเยิ้ม ทอด เพราะมีไขมันสูง หากได้รับมากเกินความจำเป็นของร่างกายจะทำให้น้ำหนักเกินและอ้วนได้  ลด หวาน มัน เค็มโดยเฉพาะน้ำมันในการปรุงอาหาร ไม่ควรเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน เน้นอาหารเจประเภทต้ม นึ่ง อบ ยำ ที่มีผักเป็นส่วนประกอบ เช่น ลาบเต้าหู้ น้ำพริกเจผักเคียง ต้มจืดเจ ต้มยำเจ พะโล้เจ เลี่ยงผลิตภัณฑ์แป้งเลียนแบบเนื้อสัตว์ ส่วนอาหารเจที่เหลือจากการกินต้องใส่ตู้เย็นและนำมาอุ่นให้ร้อนก่อนกินทุกครั้ง”

เท่านี้ การกินเจ ก็จะเป็นการกินที่ดีต่อใจและดีต่อสุขภาพไปพร้อมๆ กับ กับคำแนะนำง่ายๆ โดยกรมอนามัย ที่ใครสนใจก็บอกต่อๆ กันไป ให้ได้บุญได้กุศลเพิ่มขึ้นไปเป็นแบบทวีคูณ และทำให้การกินเจได้ปีนี้ มีทั้งความสุขความเจริญ ในสุขภาพกายและสุขภาพใจโดยถ้วนหน้า ..