14 มาตรการทางรอดทางออกยางไทยในอนาคต“ในวันที่เหลือ 3 โลร้อย”

33

ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ ม.หอการค้าไทย โดย “รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช” เปิด 14 แนวทางแก้ไขปัญหา บริหารยางพาราไทยอย่างเป็นระบบ หวังใช้เป็นแนวทางแก้ไขปัญหาต่อเนื่องไปในอนาคต

ยังคงต้องเผชิญหน้ากับปัญหาเรื่องของ “ราคา” สำหรับ “ยางพาราไทย” ที่กำลังอยู่ในช่วง “ขาลง” ซึ่งหลายฝ่ายก็ออกมาคาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า “ภาวะขาลงของยางพาราไทย” ทั้งในเรื่องของ “ราคา” และ “ปริมาณ” ที่ชาวสวนและอุตสาหกรรมยางพาราของไทยจะต้องเผชิญ อาจกินเวลายาวนานต่อไปอีกหลายปี

แล้วทางออกของ “ยางพาราไทย” นับจากนี้ ควรจะมีทิศทางไปทางไหน? และจะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้หรือไม่? รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช  ผอ.ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ ม.หอการค้าไทย กล่าวให้ข้อมูลเกี่ยวกับ วาระแห่งชาติยางพาราไทย : อุปสรรคและทางรอด โดยเฉพาะทิศทางการบริหารจัดการ นับจากวันนี้ต่อเนื่องไปถึงในอนาคตว่า “อุตสาหกรรมยางพาราเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศไทย โดยสามารถการสร้างรายได้และการจ้างงานให้กับเกษตรกรกว่า 6 ล้านคน และแรงงานในอุตสาหกรรมกว่า 200,000 คน ขณะที่อุตสาหกรรมยางพาราของมาเลเซียเป็นหนึ่งกิจกรรมเศรษฐกิจหลักในจำนวน 12 สาขา ที่รัฐบาลต้องการผลักดันให้สำเร็จในปี 2020 และเมื่อเปรียบเทียบศักยภาพการห่วงโซ่การผลิตยางพาราไทยกับมาเลเซียพบว่า มีความแตกต่างกันทั้งระดับต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยในระดับต้นน้ำนั้น ไทยขยายพื้นที่เพาะปลูกแต่มาเลเซียลดพื้นที่เพาะปลูกลง จำนวนครัวเรือนเกษตรกรไทยมากกว่ามาเลเซีย ผลผลิตต่อไร่ไทยใกล้เคียงกับมาเลเซีย การพัฒนาพันธุ์ยางพาราไทยตามหลังมาเลเซีย และการดูแลเกษตรกรรายย่อยมาเลเซียแตกต่างจากไทย

ส่วนในระดับกลางน้ำพบว่า น้ำยางข้นไทยผลิตมากและส่งออกอันดับหนึ่ง ไทยผลิตยางแผ่นรมควันลดลงแต่ยังคงผลิตมากกว่ามาเลเซีย ส่วนยางแท่งไทยนั้นมีมาตรฐานใกล้เคียงมาเลเซีย และในระดับปลายน้ำพบว่าไทยสามารถเป็นศูนย์กลางผลิตยางรถยนต์อาเซียนได้ และควรผลักดันอุตสาหกรรมถุงมือยางไทยให้เข้มแข็งเหมือนมาเลเซีย ในส่วนผลิตภัณฑ์อื่นๆ อาทิ หมอนยางพารารายย่อยยังไม่ได้มาตรฐาน การทำถนนยางไทยมีองค์ความรู้แต่ไม่คืบหน้า อย่างไรก็ตาม ไทยสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราอื่นๆ  เช่น การเป็นศูนย์กลางผลิตล้อเครื่องบิน แผ่นรองรางรถไฟความเร็วสูงและหมอนรางรถไฟ และศูนย์กลางผลิตภัณฑ์ยางพาราเพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง เป็นต้น

รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผอ.ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ ม.หอการค้าไทย

จากกิโลกรัมละ 100 บาท หรือใกล้เคียง 100 บาท จนวันนี้ ยางพาราไทย กลับกลายมาเป็น 3 กิโลกรัม 100 บาท (ค่าเฉลี่ยน) วิกฤตินี้ จะมีทางออก และทิศทางอย่างไร ต่อไปในอนาคตข้างหน้า กับปัญหาอมตะอย่างราคา และการบริหารจัดการการ “ยางพาราไทย”

ผอ.ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ ม.หอการค้าไทย กล่าวว่า “สำหรับโอกาสและทางรอดของอุตสาหกรรมยางพาราของไทย ในการปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงในอีก 5 ปีข้างหน้า ควรพิจารณาในประเด็นต่างๆ 14 ข้อ ได้แก่ 1. ปรับโครงสร้างหน่วยงานยางพาราของประเทศให้ทำงานเป็นเอกภาพ โดยแบ่งบทบาทหน้าที่ในแต่ละด้านชัดเจน เช่น การวิจัย การพัฒนาพันธุ์ การทำตลาด ซึ่งสอดคล้องและไปในทิศทางเดียวกันเหมือนที่ประเทศมาเลเซียทำ 2. เกษตรกรต้องรวมตัวกันเป็นเอกภาพ ซึ่งควรมีการตั้งเป็นกลุ่มตัวแทนของเกษตรกรยางพาราของประเทศ 1 สถาบัน แล้วมีตัวแทนจากกลุ่มเกษตรกรต่างๆ เข้ามาเป็นคณะกรรมการเพื่อเสนอปัญหาของเกษตรกรยางพาราไปในทิศทางเดียวกัน 3. พัฒนา Big Data ยางพารา เพื่อให้มีฐานข้อมูลยางพาราทั้งในประเทศและต่างประเทศทันสมัยที่สุด

ทั้งนี้ควรมีหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรงเพื่อดูแล Big Data 4. จัดตั้งศูนย์เตือนภัยยางแห่งชาติ (Rubber Warning Center) เพื่อมีแบบจำลองทางด้านเศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจและธุรกิจที่สามารถจะคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงของปัจจัยในตลาดโลกที่มีผลกระทบต่อยางพาราของไทย 5. การค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ยางพารา (Rubber Cross Border E-commerce: RCBEC) เพื่อส่งเสริมและผลักดันให้มีการนำยางและผลิตภัณฑ์ยางไปขายบนเว็บไซต์ออนไลน์ โดยตั้งอยู่ 2 จุด คือ ท่าเรือสงขลาและท่าเรือแหลมฉบัง 6. ตั้งศูนย์กลางผลิตภัณฑ์ยางของโลก เพื่อเป็นศูนย์กลางการผลิตล้อเครื่องบิน, ผลิตภัณฑ์อิฐผสมยางพารา, ผลิตภัณฑ์ยางพาราเพื่อการก่อสร้าง, หมอนรถไฟผสมยางพารา เป็นต้น 7. จัดตั้งศูนย์เรียนรู้และพัฒนามาตรฐานยางพาราในระดับต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อสร้างความเข้าใจและปรับทัศนคติของชาวสวนในเรื่องของคุณภาพของผลิตภัณฑ์ และลดสิ่งปลอมปนในการผลิตยาง อีกทั้งพัฒนาประสิทธิภาพในการผลิตผลิตภัณฑ์ยางพาราทั้งในต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ 8. ตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนเครดิตให้กับกลุ่มสหกรณ์ผลิตภัณฑ์ยางพาราเพื่อตลาดต่างประเทศ (Rubber Fund) เพื่อเป็นการปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน 9. ส่งเสริมให้มีการผลิตยางแผ่นรมควันคุณภาพสูง (Premium RSS) โดยผลักดันและส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตยางแผ่นรมควันชั้นที่ 1 และ 2 หรือเรียกว่า “Premium RSS”

10.จัดตั้งศูนย์กลางการออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ เพื่อวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตภัณฑ์ยาง ส่งเสริมใช้มีการผลิตผลิตภัณฑ์ปลายน้ำมากขึ้น ส่งเสริมให้นำผลงานวิจัยต่างๆ สามารถนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ และสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ 11. ตั้ง Outlet ผลิตภัณฑ์ยางพาราไทยแต่ละจังหวัด (One Rubber one province: OROP) เพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยางพาราของผู้ประกอบการ SMEs กลุ่มสหกรณ์และวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ 12. ตั้งศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ และห้องทดลองในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในแต่ละภูมิภาค เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการ SMES กลุ่มสหกรณ์ และวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ มีศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ และห้องทดลองของส่วนกลางให้ใช้เพิ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ 13. ตั้งผู้แทนการค้ายางพาราของไทย (Thailand Rubber Trade Representative: TRTR) เพื่อทำหน้าที่ช่วยเหลือทางด้านการตลาดในกับผู้ประกอบการ SMES กลุ่มสหกรณ์ และวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ รวมไปถึงการจัดงานแสดงสินค้าเพื่อนำสินค้าของเกษตรกร และสหกรณ์ไปแสดงและจำหน่าย

และสุดท้าย 14. จัดตั้งศูนย์เรียนรู้เพื่อการเพิ่มรายได้เกษตรกรยางพารา เพื่อให้ความรู้เกษตรกรเกี่ยวกับการผสมผสานระหว่างยางพารากับพืชเศรษฐกิจอื่นๆ ในแต่ละท้องถิ่น ปรับแก้กฎหมายเรื่องการซื้อขายไม้ เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์การในการซื้อขายไม้เศรษฐกิจอย่างเสรี เช่น ไม้ยางนา ไม้ตะเคียนทอง อบรมวิธีการกรีดยางที่ถูกวิธีให้การชาวสวนและผู้รับจ้างกรีดยางเพื่อเพิ่มผลิตผลิตและรายได้ และสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารธุรกิจให้กับเกษตรกร และสหกรณ์ เพื่อลดต้นทุนการผลิต และการหาช่องทางจำหน่ายสินค้า”

ทั้งหมดนี้คือ 14 มาตรการ ที่มุ่งหวังให้เป็นทางแก้ทางออก และแนวทางในการบริหารจัดการยางพาราไทยในอนาคต ที่สำหรับวันนี้ วันที่ “ชาวสวนออกมาสะท้อนภาพความเดือดร้อนจากราคายางพาราตกต่ำ” ซึ่งต่อเนื่องมานานหลายปี 14 แนวทางนี้อาจเป็นเพียงแสงสว่างปลายอุโมงค์ แต่ก็เป็นแสงสว่างที่น่าจะต้องเดินต่อไป อยู่ที่ภาครัฐ และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะสนใจนำเอามาปฏิบัติให้เกิดความชัดเจนเป็นรูปธรรมได้มากน้อยเพียงใด เรื่องนี้คงต้องติดตามดูกันต่อไป