“ณหทัย ทิวไผ่งาม” ความเท่าเทียมคือหัวใจ

303

จากสาวสวยคนรุ่นใหม่ที่กระโดดก้าวลงสนามการเมือง​ครั้งแรกเมื่อกว่าสิบปีที่เเล้ว​ ได้รับการจับตามองเพราะเป็นคนรุ่นใหม่ไฟเเรงชาติตระกูลดี

เส้นทางถนนการเมืองผ่านการสอบตก​ จากนั้นบ่มเพราะ​ประสบการณ์และดำรงตำแหน่งทางการเมืองมามากมาย อาทิ​ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จนในการเลือกตั้ง ปี พ.ศ. 2548 ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร​ และในช่วงปีเดียวกัน ยังได้รับคัดเลือกจาก World Economic Forum ให้เป็นหนึ่งในสมาชิกของ Young Global Leaders ด้วย

บรรยายสั้นๆการันตีความสามารถในวันนั้น​ ในวัยที่เป็นคนรุ่นยังบลัด

มาวันนี้ด้วยอายุที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ทำให้ไฟทางการเมืองมอดลง​ แต่กลับกระพือโหม ด้วยหวังจะกลับมาช่วยพัฒนาประเทศ​ให้เจริญก้าวหน้า​

วันนี้​ “ณหทัย​ ทิวไผ่งาม” สาวสวยคนแกร่งคนเดิมกลับมาอีกครั้งหลังห่างหายเวทีการเมืองไปสิบปี​ ครั้งนี้เธอกลับมาสู้ในนาม”พรรคประชาชาติ” สยามบิสซิเนสนิวส์​ ได้โอกาสสัมภาษณ์​พิเศษเปิดใจถึงการกลับมาทำงานการเมืองในครั้งนี้

ณหทัย ทิวไผ่งาม
อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทย

– ในฐานะที่เคยเป็นอดีตสส.และดำรง​ตำแหน่งทางการเมืองมาหลายตำแหน่ง แต่ร้างสนามการเมืองมา10ปี มีความกังวล หรือ​ มีความมั่นใจแค่ไหนในการกลับมาลงสมัคร สส.ในนามพรรคประชาชาติครั้งนี้

มีความมั่นใจเต็มที่​ เพราะประชาชนทั่วไปตอบรับกับกระเเสอยากให้ประเทศกลับมาเป็นประชาธิปไตย​อีกครั้ง​ ถึงเวลาแล้วที่ประชาธิปไตย​จะกลับมาจากการเลือกตั้ง​ หลายปีที่ผ่านได้เดินทักทายพ่อค้าแม่ค้าไป​ที่ไหนทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าอยากให้เศรษฐกิจ​ดีขึ้น​ และ​ เศรษฐกิจ​จะดีขึ้นได้ต้องมีประชาธิปไตย​ มีการเลือกตั้ง​ ขณะนี้เสียงตอบรับดี​มาก พรรคประชาชาติต้องการเข้ามาดูแลปากท้องของพ่อค้าแม่ค้าซึ่งเป็นรากหญ้าเป็นพื้นฐานของเศรษฐ​กิจชาติ​ หากไม่เริ่มจากรากฐานที่แข็งแรงแล้วมันไม่มีทางที่ลำต้นจะเเข็งเเรง​ตามด้วย

– อะไรคือนโยบายหลักของพรรคประชาชาติในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้

นโยบายหลักก็คือเรื่องของความเท่าเทียม วันนี้เรามีความเหลื่อมล้ำในสังคมสูง​ พ่อค้าแม่ขายที่อยู่ตามท้องถนน​ ตลาดสด​ เราอยากส่งเสริมให้เขากลับมามีสิทธิ์​มีเสียง​ เราไม่อยากให้แค่นายทุนใหญ่ๆที่สามารถจะเปิดขายสินค้าและทำให้คนระดับล่างหมดโอกาสในการที่จะลืมตาอ้า​ปาก​ พรรคเราขออาสาเข้ามาเพื่อลดช่องว่างนั้นและเปิดโอกาสเปิดช่องทาง​ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องกฎหมายที่จะเอื้อให้คนเล็กๆที่อยู่ทั้งในกรุงเทพฯ​เเละทั่วทั้งประเทศไทยลืมตาอ้าปาก

– หน้าที่รับผิดชอบหลักส่วนตัวในนามพรรคประชาชาติ

จริงๆแล้วดูแลเรื่องการศึกษาและสตรี​ เรามีนโยบายให้การศึกษาต่อเนื่องโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตามพรบ.การศึกษาและรัฐธรรมนูญ​ แต่ว่าวันนี้ถึงบอกว่าให้ฟรีจริง แต่จริงๆไม่ฟรีเลยประชาชนยังต้องรับภาระในเรื่องค่าใช้จ่ายเพื่อนำไปให้ลูกหลานได้เข้าเรียนที่โรงเรียนดีๆ​ เพราะฉะนั้นในภาคของรัฐบาลต้องคำนึงว่า​ มันเป็นสิทธิของเด็กทุกคนที่ต้องได้รับการศึกษาที่ไม่เสียค่าใช้จ่ายตั้งแต่​ ประถม​จนถึงม.6 แต่นโยบายของเราจะขยายไปถึงระดับปริญญาตรี​ และก็สนับสนุนให้คนเรียนรู้จนแก่เฒ่า​เลย​ เราจะเพิ่มระบบที่เป็นออนไลน์​ เป็นองค์กร​ที่จัดการความรู้และปัญญาอัจฉริยะ​ เราจะสร้างเครือข่าย​ออนไลน์​เชื่อมบัตรประชาชน​ เพื่อให้รู้ว่าเด็กๆตั้งแต่เล็กจนแก่เรียนอะไรมาบ้าง​ และเราจะพัฒนา​ศักยภาพ​ของคนแต่ละคนที่เป็นคนไทยทุกคนได้อย่างไรบ้าง​

มองภาพการเมืองไทยหลังไม่มีการเลือกตั้งมานาน

คือว่าประชาธิปไตย​เป็นธรรมดาที่จะต้องมีการล้มลุกคลุกคลาน​บ้างกว่าจะมาถึงคำว่า​ประชาธิปไตย​ที่มั่นคง​ แต่ทุกครั้งที่เรามีการล้มแล้วก็ลุกขึ้นมา​ ประชาชน​คนไทยได้เรียนรู้ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับเขา​ วันนี้กระเเสเสียงตอบรับประชาธิปไตย​อย่างมาก​ เราก็อยากขอโอกาส​ เนื่องจากพรรคประชาชาติเรายืนพื้นตั้งแต่ต้นแล้วว่าเราไม่เอาเผด็จการ​ เพราะฉะนั้นเราต้องการสร้างประชาธิปไตย​ให้เกิดในกลุ่มประชาชน​ ให้ทุกคนได้มีสิทธิมีเสียง ไม่ว่าจะในระดับรากหญ้าระดับกลางระดับบน​ ต้องสามารถออกสิทธิออกเสียงทำมาค้าขายได้อย่างเท่าเทียมกัน

– ความแตกต่างระหว่างการหาเสียงเมื่อ10ปีที่เเล้วกับปัจจุบัน​

ไม่แตกต่างจากเดิม​ ประชาชน​ยังคงน่ารักเหมือนเดิม​ แล้วที่สำคัญ​ จาก​ 5 ปีที่อยู่ภายใต้เผด็จการ​ คนมองเห็นเลยว่าเขามีความหวังเลยว่าประชาธิปไตย​กำลังมาถึงแล้ว​ และก็รู้เลยว่าเขาเฝ้าตั้งตารอการเลือกตั้ง​ ก็ขอความหวังกับผู้มีอำนาจในปัจจุบั​น​ ว่าขอให้เราได้เลือกตั้งในวันที่​ 24​ มีนาคม​ ที่จะถึงนี้​ มั่นใจว่าจะต้องมีการเลือกตั้ง​ เพราะถ้าประชาชนเป็นคนต้องการ​ คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งคงไม่มีสิทธิมากำหนดกฎเกณฑ์ว่าประชาชนควรจะทำอะไรแล้วประเทศนี้เป็นประเทศประชาธิปไตย​ เพราะฉะนั้นต้องฟังเสียงประชาชนเป็นหลัก

– ถ้าหากได้รับการเลือกตั้งและได้รับตำแหน่งทางการเมือง​ สิ่งแรกที่จะผลักดันคืออะไร

ความเท่าเทียมทางการศึกษาของประชาชนทุกวัย​ ไม่ได้จำกัดว่า​ เด็กจบม.6ต้องอายุ18 ปี จบปริญญาต​ ต้อง22​ ปี แต่ว่าคนแก่คนเฒ่าที่อยากเรียนรู้พัฒนาคววามรู้หรือพัฒนาฝีมืออาชีพ​ เพื่อเอาไปต่อยอด​ ทำอาชีพสร้างเศรษฐกิจ​ในระดับฐานรากสร้างครอบครัวได้เราสนับสนุนเต็มที่​ และเราจะเอาระบบเทคโนโลยี​สารสนเทศ​เข้ามาช่วยเพื่อลดช่องว่าง​สำหรับคนยากจนหรืออยู่ห่างไกล​ การึกษาจะสามารถลดความเหลื่อมล้ำช่องว่างทางเทคโนโลยีได้

– ฝากอะไรกับประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้

อยากให้ประชาชนทุกคนเข้มแข็งในการที่จะช่วยกันยืนยันยืนหยัดว่าเราอยากให้มีการเลือกตั้งในวันที่24มีนาคมนี้​ เพราะตอนนี้อาจมีบรรยากาศที่อึมครึม​ อาจมีการยุบพรรคบางพรรค​ ประชาชนเริ่มสงสัยว่าจะเกิดอะไรขึ้น​ ก็หวังว่าวันนี้อยากให้รัฐบาลที่ดูแลตอนนี้ให้ความหวังในทางบวกกับประชาชนเพราะประชาชนเป็นคนต้องการที่จะได้ประชาธิปไตย​คืนมา