หนุ่มอนาคตใหม่ไฟแรง “อู๋​ เอราวัณ​”เขต​12​ บางเขน กับ มุมมองแนวๆทางการเมือง

1448

ทีมข่าว SBN ที่กำลังเกาะกระเเสเลือกตั้งบังเอิญได้พบกับผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎท่านหนึ่งเดินดุ่ยๆลุยมาหาเสียงคนเดียวสไตล์​แบ็กแพ็กกับกระเป๋าส้มคู่ใจ​ ในพื้นที่เขตบางเขน ย่านรามอินทรา​ 34​ ทีมงานจึงเข้าไปทักทายสอบถามพูดคุยถึงมุมมองเรื่องการเมือง​ เเละการพบประขาชน​ ทีมงานเห็นความแปลกไม่เหมือนใคร​ของการลุยหาเสียงแบบลุยเดี่ยว ไม่ได้ขึ้นรถแห่โห่ร้องตะโกนแบบที่เห็นจนชินตาในวัฒนธรรม​การหาเสียงไทย เพื่อจะขยายความบทสนทนา​ ทีมข่าว SBN อดใจไม่ได้จึงขอเกี่ยวเจ้าตัวมาพูดคุยในเรื่องการบ้านการเมือง​และการต่างๆ

เมื่อได้คุยจึงทราบว่าเป็นคนรุ่นใหม่​จากพรรคที่กำลังร้อนแรง”ฟ้ารักพ่อ” อย่าง”พรรคอนาคตใหม่”
โดย​ อู๋​ เอราวัณ​ วานิชย์หานนท์​ ผู้สมัครสมาชิกสภา​ผู้แทน​ราษฎร​ กรุงเทพมหานคร​ เขต​12​ บางเขน​ เเนะนำตัวว่า…ตัวเองเป็นเด็กนักเรียนนอก​ เเต่เคยเรียนในไทยตอน​ มัธยม​ต้น​ 1-2​ ที่​เซนต์ดอมินิก

“ตอนอยู่เมืองไทยผมเรียนอยู่ที่​เซนต์ดอมินิก เรียนไม่ค่อยดีเท่าไหร่​ ผมมันพวกเด็กหลังห้อง​ การสอบซ่อม​เป็นเรื่องปกติของผมเลย​ แต่วันนึงเรารู้สึกว่าถ้าเรายังเป็นอยู่อย่างนี้คงไปไม่ถึงไหน จึงขอพ่อกับแม่ไปเรียนเมืองนอก​ เพื่อจะเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมใหม่ ประกอบกับตอนนั้นมีเพื่อนมาชวนไปเรียนที่ออสเตรเลีย​ เราก็ไม่ได้คิดอะไรมา​ก พ่อเเม่ก็ส่งเราไปเรียนภาษา​ ไปเรียนปุ๊บติดใจ​ เราไม่อยากกลับไปเรียนที่ไทยแล้วล่ะตอนนั้น​ เพราะคิดว่ามันไม่ใช่คำตอบของเรา​ เราโอเคกับตรงนั้น​ เราชอบการศึกษาของเขาเลยอยู่ยาวจนจบ Bachelor of Information System and Management จาก Monash University ออสเตรเลีย​ จากนั้นกลับมาทำงานและหาเวลาว่าไปเรียนที่รามคำ​แหง​และจบคณะนิติศาสตร์​ที่รามฯมาอีกหนึ่งใบ​ จากนั้นสอบเนติบัณฑิต​ได้จาก​ เนติบัณฑิต​ยสภา​ และสุดท้ายกลับไปเรียนที่ออสเตรเลีย​อีกครั้งภาควิชา​ Master of Law จาก​ University of Melbourne”

-กับการทำงานการเมืองครั้งแรก

ผมคงคล้ายกับหลายคนในพรรค​อนาคตใหม่คือ ช่วงคสช.จะปลดล็อค​ตอนปลายปีที่แล้ว เวลาที่เรามีความคิดว่าจะเลือกพรรคไหน​ดีที่เราจะสามารถสนับสนุนได้ พรรคที่มีอยู่ในมือ​ ที่เราสามารถเลือกได้มันยังไม่มีพรรคไหนที่ตอบโจทย์​ พอดีก็มีพี่ที่เขาทำงานกับพรรคอนาคตใหม่มาชวนไปลองทำงานร่วมกัน​ เราก็เห็นพรรคอนาคตใหม่เกิดขึ้นมา​ ก็ถามว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง​ เขาให้ไปสมัครสมาชิก​พรรคออนไลน์​แล้วก็ส่งเรซูเม่​ เราก็ทำตามที่พี่เขาบอก​ แล้วก็ไม่ได้คิดหรอกว่าจะได้เข้า​ ก็คือส่งประวัติไปลองเฉย​ๆ แต่แล้วทางพรรคก็เรียกมาก็ถือว่าเซอร์​ไพรส์เ​หมือนกันนะ

-ค​วา​มรู้สึกในการเดินพบประชาชนและเสียงตอบรับในการลงพื้นที่

ความคิดเราเปลี่ยนไปเยอะ​ มันหลายเรื่องนะ​ เรารู้ว่าประเทศเรามีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำเรื่องความยากจนผู้สูงวัย​ สาธารณะ​สุข​ เรื่องถนนหนทาง​เดิน​ ยิ่งเราเดินเองด้วย​ เหมือนเราเป็นคนประสบจริง​ เห็นต่อหน้า​ ซึ่งในการเดินพบประชาชนนั้นเสียงตอบรับดีมาก​ ไปเจอผู้ใหญ่บ้างก็บอกลูกเชียร์นะ​ เลือกหมด​นะ เทคะเเนนให้ทั้งบ้าน​นะ ประชาชนชอบครับยิ่งการที่เห็นเราเดินโซโล่เดียวเข้าหา​ ก็มีขอถ่ายรูปขอเซลฟี่บ้าง​ และให้กำลังใจดีมาก​ ตรงนี้ปลื้มมากครับ

-สิ่งที่ประชาชนเสนอหรือขอพรรคอนาคตใหม่เมื่อลงพื้นที่

เรื่องยาเสพติดเป็นเรื่องเเรกๆเลยโดยเฉพาะในชุมชนที่มีคนเยอะๆ​ เรื่องยาเสพติดที่มันกลับมาเยอะมาก​ เขาต้องการให้เราช่วยจัดการอย่างจริงจังเพราะกลัวลูกหลานเขาไปติด ปัญหาแต่ละชุมชนไม่เหมือนกัน​ ปัญหาต่างออกไป​ บ้างก็เรียกร้องด้านสวัสดิการที่มันเข้า​ถึง​ เรื่องทางสังคมก็อยากได้ความเท่าเทียม​ เรื่องที่คนสูงวัยอยากได้​ โรงพยาบาลเข้าคิวทำไมนานจัง​ แต่ละคนก็หลากปัญหา​

-คาดหวังกับการเลือกตั้งครั้งนี้แค่ไหน

คิดแต่เเรกคือถ้าเราคิดว่าเราแพ้เราก็ไม่ลง​ เราไม่รู้จะลงมาทำไม​ ถ้าเราคิดว่าเราแพ้เเต่เเรก​ เราสู้เอาเวลา​ไปให้ครอบครัวดีกว่ามั้ย​ เอาเวลาไปเลี้ยงลูกดีกว่า​ แน่นอนว่าเราคาดหวังถึงชัยชนะ​ ถ้าคิดว่าเราแพ้เราไม่อาสามาลงหรอก

-ความแตกต่างระหว่างอาชีพนักธุรกิจกับอาชีพนักการเมือง

ไม่แตกต่างมาก​ มันคือเรื่องระบบการบริหารจัดการ​ ทั้งสองก็เป็นเรื่องเกี่ยวกัน​ คือเราแพลนเราวางแผนใช้ทรัพยากร​ทุกสิ่งทุกอย่าง​ที่เรามีให้มีประสิทธิภาพ​สูงสุด​ มองว่าทั้งสองสิ่งต้องใช้การบริหารจัดการที่ดีที่ถูกต้อง​ คือถ้าคุณ​เ​เมเนจไม่ดีคุณก็จะสุรุ่ยสุร่าย​ใช้เงินเละเทะ​โดยที่ไม่มีประสิทธิภาพ​ เพราะฉะนั้นมันจึงไม่แตกต่างกันมาก การที่เรามีความเชื่อในสิ่งๆหนึ่งในการทำธุรกิจ​ เพราะฉะนั้นถ้าเรามีความเชื่ออย่างนึงในการทำธุรกิจก็ต้องทำสิ่งนั้นให้มันเกิดให้ได้​ การเมืองก็เหมือนกันเรามีอุดมการณ์​ชัดเจนว่าเราอยากทำอะไรหากเราบริหารทรัพยากร​และสติปัญญา​ได้เป็นอย่างดีแล้ว​ มันก็จะประสบความสําเร็จ​ได้เช่นกัน

-จบด้านกฎหมายมาคิดว่าตัวเองมีอะไรจะนำเสนอแก่บ้านเมืองถ้าได้รับเลือก

เหมือนตอนเขียนเรซูเม่​เลยนะ เราต้องการทำหมันการรัฐประหาร​อันนี้เป็นสิ่งแรกเลย​ เพราะการทำรัฐประหาร​เป็นอุปสรรค​ต่อหลักกฎหมายทุกเรื่อง​ ทั้งเรื่องยุติธรรมทั้งการพัฒนา​สังคม​ ทั้งด้านเศรษ​ฐกิจด้วย​ ถ้าประเทศแก้ปัญหานี้ไม่ได้มันก็จะล้มลุกคลุกคลาน​แบบนี้ไปเรื่อยๆ​ สิ่งที่อยากจะแก้คือเรื่องนี้​ ส่วนจะแก้ยังไงทางพรรคมีวิธีการและทีมงานของเขาอยู่
สำหรับส่วนตัวก็อยากลุยเรื่องกฎหมายบางตัวเรื่องการผูกขาด​ ไม่ให้นายทุนผูกขาดจนไร้การแข่งขัน​ อีกเรื่องของการผูกขาดเช่นระบบการเงินของแบงค์ที่มีอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่น้อยกว่า1%แต่เงินกู้ดอกเบี้ย5% มาจิ้นส่วนต่างแบงค์มันฮั้วกันอยู่เพราะฉะนั้นมันต้องมีผู้เล่นรายใหม่เข้ามาแข่งขันมากระตุ้นตลาดให้ดอกเบี้ยเงินฝากเยอะกว่านี้เงินกู้ปล่อยง่ายกว่านี้และลดดอกเบี้ยเงินกู้​ เรื่องเหล่านี้คือผลประโยชน์​ของประชาชน​ ซึ่งตอนนี้รัฐไม่รู้หรือละเลยเรื่องเหล่านี้เป็นปัญหาที่ประชาชนได้รับผลกระทบ​อันนี้คือตัวอย่าง
-มองสังคมประเทศไทยหลังไม่มีการเลือกตั้งมานานว่าอย่างไร

คนตื่นตัวมากขึ้น​ เเล้วยิ่งเดิมไม่มีพรรคอนาคต​ใหม่​ ยกตัวอย่างคนรุ่นใหม่ออกไปเลือกตั้งเปอร์เซ็นต์​น้อยแค่40%แต่พอมีพรรคอนาคตใหม่มันเหมือนมีตัวแทนเป็นปากเป็นเสียงให้เขา​ ให้คนรุ่นใหม่มีความกระตือรือร้น​ทางการเมืองเพิ่มขึ้น

-คิดเห็นอย่างไรกับประเด็นร้อนการยุบพรรคอนาคตใหม่

ขอโนคอมเม้นเลย​ครับ

-คือถ้ารอบนี้สอบตกซึ่งมีโอกาสสูงที่จะสอบตก​ ในอนาคตยังหวังจะเล่นการเมืองต่อมั้ย

ยังไม่ได้คิดไกลขนาดนั้น​ แต่หลังจากนี้มันจะมีปลดล็อค​การเมืองท้องถิ่น​ สก.สข.​ ผู้ว่ากทม.​ คือถ้าพรรคได้มีโอกาสแก้ไขรัฐธรรมนูญ​ทั้ง​ฉบับ​ ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ​ เราก็ต้องกลับมาในพื้นที่กลับมาช่วยสร้างความรับรู้​ความเข้าใจอธิบายความ​ ก็คือจะยังคงทำงานพรรคหากเขาต้องการ​ คงจะลงพื้นที่เรื่อยๆถึงแม้จะไม่ได้รับ​เลือก บอกตรงๆว่าเกิดความผูกพัน​จากการได้ลงพื้นที่และสัมผัสผู้คน

-ถ้าได้รับเลือกเป็นรัฐมนตรีสักกระทรวงอยากทำกระทรวงไหนและเร่งด่วนที่อยากจะทำ

ไม่เคยคิดเลย​ 55555​ เราแค่อยากเข้าไปในสภาแล้วเข้าไปอยู่ในคณะกรรมการที่สามารถช่วยทำงานได้ในส่วนนั้นมากกว่า

-ฝากอะไรถึงประชาชน

ฝาก24มีนาให้ประชาชน​ออกมาเลือกตั้งกันเยอะๆออกมาแสดงพลังเท่านั้นเอง​ อยากให้ประชาชนออกมาแสดงพลังให้เห็นออกมากำหนดว่าอยากได้อนาคตแบบไหน