อย่างงี้ต้องลาออก!“มาร์ค”ไขก๊อกโบกมือลาปลุกตำนาน“10 มกรา”ประชาธิปัตย์

82

ทนอยู่ไม่ไหว!! “อภิสิทธิ์” ลาออกจากส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เผย รับไม่ได้หนุน “บิ๊กตู่”นั่งนายก  จับตา 16 เสียงข้างน้อยเทฝั่งตรงข้ามหรือเปล่า? ปลุกผีปลุกตำนานกลุ่ม 10 มกราย้อนกลับมาหลอนพรรคเก่าแก่อีกครั้ง กงล้อประวัติศาสตร์บนวังวนการเมืองไทย

หลังพรรรคประชาธิปัตย์มีมติ 61 ต่อ 16 เสียง เข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ ก็ไม่แปลกที่สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์หลายคนต้องแสดงจุดยืน กับความ “ไม่เห็นด้วย” ที่จะยกมือให้ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” หัวหน้าคสช.และนายกรัฐมนตรี ได้ต่อทอดอำนาจ “นั่งนายกฯอีกสมัย” ภายใต้การสนับสนุนจากพรรคร่วมรัฐบาลที่นำโดยพรรคพลังประชารัฐ แม้ว่ามติพรรคประชาธิปัตย์จะมีมติเสียงส่วนใหญ่ตกลงปลงใจเข้าห้องหอรอเก้าอี้รัฐมนตรีในรัฐบาลพลังประชารัฐไปก่อนหน้านี้แล้วก็ตาม

ด้วยคำถามตามมาถึงท่าทีของบรรดาสมาชิกพรรคเสียงข้างน้อย โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ในพรรคประชาธิปัตย์หรือ “นิวเดม” ในพรรค ที่เริ่มออกตัวผ่านโลกโซเชียลทะยอยแสดงจุดยืน “ลาออก” กันทีละคนสองคน แต่การลาออกนั้น ไม่ได้หมายความถึงการหมดสมาชิกภาพส.ส.คือแม้ไม่ได้สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ แต่ยังมีสถานะเป็นส.ส.ยกมือ-ไม่ยกมือโหวดเลือกนายกฯได้

ภาพประกอบข่าว

และล่าสุด “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงจุดยืนภายหลังจากพรรคมีมติเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ โดยสรุป ว่า ก่อนการเลือกตั้ง ได้แสดงจุดยืนทางการเมืองไปยังประชาชนทั้งประเทศว่าไม่สนับสนุน ให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายก การแสดงจุดยืนของในขณะนั้น เป็นการแสดงจุดยืนในฐานะพรรคประชาธิปัตย์ ตอนนั้น แน่นอนว่า สอดคล้องกับจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ และสอดคล้องกับเป้าหมายที่พรรคเสนอต่อประชาชน ว่า ประชาชนเป็นใหญ่ ประชาธิปไตยสุจริต และเชื่อว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุด

ภาพประกอบข่าว

โดยสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ประสบในช่วงการเลือกตั้ง คือมีการใช้อำนาจรัฐ อำนาจเงิน หรือ พฤติการณ์สรรหา ส.ว. แทรกซึมสื่อมวลชนบางแขนง ทำให้นิติบัญญัติทัดทานตามกติกาไม่ได้ยังมีอยู่จริง ทำให้การสืบทอดอำนาจยังมีอยู่จริง ไม่ต่างกับที่ผ่านมา ทำให้นิติบัญญัติทัดทานตามกติกาไม่ได้ยังมีอยู่จริง ทำให้การสืบทอดอำนาจยังมีอยู่จริง ไม่ต่างกับปี 2548 ที่ผมยืดหยัดต่อสู้กับระบอบทักษิณ ถ้านึกไม่ออกให้ไปอ่าน แอนนิมอลฟาร์ม จะเข้าใจว่า พฤติการณ์ต่อต้านอำนาจบางสิ่งบางอย่าง แต่กลับทำสิ่งเดียวกับสิ่งที่ต่อต้าน

บัดนี้ประชาธิปัตย์ มีมติสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งในฐานะเป็นหนึ่งในเสียงที่ไม่เห็นด้วยกับมติดังกล่าว แต่บอกที่ประชุมแล้ว ถ้าพรรคเห็นเช่นใด สมาชิกพรรคก็ต้องเห็นด้วยเช่นนั้น ยังแอบหวังลึกๆ ว่า จะมีแก้รัฐธรรมนูญ แอบหวังว่า คนที่พรรคไปพายเรือให้จะกลับใจ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช.

โดยเสียดายว่า โอกาสที่พรรคประชาธิปัตย์ จะกลายเป็นพรรคขนาดกลาง เป็นพรรคที่เป็นกลาง เป็นฝ่ายที่ 3 อะไรที่ดีพรรคก็สนับสนุนได้ อะไรไม่ดีพรรคก็สามารถตรวจสอบ ถ่วงดุลได้ พร้อมกับเสียดายโอกาสการมีพื้นที่เริ่มต้นเล็กๆ ให้เติบโตเป็นทางสายหลักของประชาธิปไตย โดยไม่ให้ใครอ้างประชาธิปไตยมาบังหน้า เสียดายที่ประเทศไทยไม่สามารถหลุดพ้นการบีบบังคับให้เลือกข้าง กลัวเผด็จการหรืออำนาจทักษิณ

นายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ประการแรก ขอโทษประชาชนที่เลือกประชาธิปัตย์ โดยเข้าใจว่าพรรคจะรักษาจุดยืนคำพูด และประการที่สอง สิ่งที่ต้องทำใน ส.ส. คือการเลือกตั้ง นายกฯ คงไม่สามารถเดินเข้าไปในห้องประชุมและลงคะแนนขัดต่อพรรคได้ ในฐานะนักการเมืองที่สนับสนุนระบอบพรรค ซึ่งทราบดีว่า นักการเมืองต้องมีวินัย แต่จะให้เดินเข้าไปสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ก็ทำไม่ได้ และนี่คือสัญญาประชมคมที่ให้ไว้กับพี่น้องทั้งประเทศ จึงจำเป็นต้องตัดสินใจลาออกจาก ส.ส. ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป”

จากถ้อยแถลงที่คัดเอามาเฉพาะใจความสำคัญ โดยเฉพาะประโยคที่ว่า “จะให้เดินเข้าไปสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ก็ทำไม่ได้” นั่นไม่ใช่แค่เป็นการแสดงจุดยืนของนายอภิสิทธิ์ ในฐานะอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณกลับไปยังเวทีในสภาผู้แทนราษฎร ที่กำลังจะมีการโหวตเลือกนายกฯ

นายอภิสิทธิ์ในฐานะอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และเป็นผู้ยังทรงอิทธิพลต่อแนวคิดของอีกหลายๆ คนในพรรค โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นส.ส.ของพรรค และเป็นเสียงข้างน้อยในการโหวตมิติพรรคซึ่งไม่เห็นด้วยกับการเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ กลายเป็นคำถามถึง “16 ส.ส.” ซีกเสียงข้างน้อยว่าจะมีจุดยืนในสภาอย่างไร?

ภาพประกอบข่าว

ถ้ามองจากคอการเมืองที่เคยมองภาพของการจัดตั้งรัฐบาลโดยพรรคพลังประชารัฐ แม้จะรวมเอาพรรคภูมิใจไทย –ประชาธิปัตย์เข้าไป ก็ยังมีเสียงส.ส.เกิน 250 เสียงมาไม่มากนัก เมื่อเทียบกับฝ่ายตรงข้าม อย่าง 7 พรรคที่นำโดย เพื่อไทยและอนาคตใหม่ ที่ก็เฉียด 250 เสียงเต็มทน ซึ่งหากในการเลือกนายกฯ ที่เป็นชื่อของ “พล.อ.ประยุทธ์” แล้ว สมมุติ 16 เสียงข้างน้อยประชาธิปัตย์ไม่ยกมือให้ เสียงก็จะเทไปรวมกับข้างฝ่ายค้านที่แรงทะลุ 250 เสียงขึ้นมาแบบทันตาเห็น

“รัฐบาลพลังประชารัฐ จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย นายกฯ ที่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ก็จะเป็นนายกฯเสียงข้างน้อยหากนับจากสภาล่าง (สภาผู้แทนหรือสภาส.ส.) ซึ่งในที่นี้ไม่นับรวมเสียงจากวุฒิสภา”

แต่ถ้าเรื่องสมมุติเป็นจริงบนคำถามแบบ โซเชียลๆ “แล้วไงใครแคร์” นั่นแหละก็แค่ไม่แคร์แล้วก็นั่งๆ เป็นรัฐบาลแบบชิลล์ๆ ต่อไป ได้งั้นเหรอ? มองจากมุมนี้แล้วก็ไม่ง่าย ถ้าจะให้สวยงามตามท้องเรื่อง เพราะเมื่อไหร่มีการโหวตไม่ไว้วางใจ ก็เสียงเสียงแพ้แย่ถึงขนาดต้องไป “ยุบสภา” เลือกตั้งใหม่กันอีกหน ซึ่งก็ไม่แปลกตามที่เซียนๆ คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ถึงขนาดขีดปฏิทินฟันธงไว้ล่วงหน้าเลยว่า “ช่วงสิ้นปีอาจมีแน่”

ฉะนั้นการลาออกของ “อภิสิทธิ์” และ  16 เสียงข้างน้อยของประชาธิปัตย์บนเก้าอี้ส.ส.มีความสำคัญอย่างยิ่ง อาจไม่สำคัญในห้วงเวลาเลือกนายกฯ เพราะรัฐบาลพลังประชารัฐ (ถ้าเกิด) ก็จะอาจมีเสียงสว.สนับสนุนให้พล.อ.ประยุทธ์ได้ต่อเก้าอี้นายกฯสมใจ แต่ในเวลาอภิปรายไม่ไว้วางใจเสียงสว.สภาสูงลงไปช่วยไม่ได้ 16 เสียงข้างน้อยประชาธิปัตย์ หากเลือกจะสอยก็แค่ยกมือเทไปอีกข้างเท่านี้

  ประเทศไทยก็อาจจะมีเลือกตั้งใหม่ แล้วพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นยังไงอันนี้ไปลองเดาต่อกันเล่นๆ!!

เรื่องแบบนี้ไม่ใช่ไม่เคยเกิด “กลุ่ม 10 มกรา” และ “กลุ่มวาดะห์”  ก็เป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์แห่งพรรคเก่าแก่อย่างประชาธิปัตย์มาแล้ว ใครอยากรู้เรื่องนี้แล้วเกิดไม่ทัน บอกเลย…เล่ายาว …เอางี้ดีกว่า ลองไปเสิร์ชถามอาจารย์กู๋ (GOOGLE) ดู พิมพ์คำว่า “กลุ่ม 10 มกรา”เข้าไป ถึงครานี้กงล้อประวัติศาสตร์แบบประชาธิปัตย์เวอร์ชั่นอาจวนๆ มาถึงจุดเดิม

            อาจมีแตกหน่อกลายพันธุ์ กลายมาเป็นพรรคใหม่ในการเลือกตั้งครั้งหน้า (ถ้ามี)  ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริงการเมืองไทยก็จะมีสีสันและน่าสนใจมากขึ้นอีกไม่ใช่น้อย….

 

 

ทีมข่าวการเมือง SBN รายงาน