หนี้ครัวเรือนไทยติดท็อปเท็นโลก! สภาพัฒน์ฯเผยเหตุกู้ซื้อบ้าน-รถยนต์เพียบ!

37
ภาพประกอบข่าวจากแฟ้ม

ภาวะหนี้ในสังคมไทยยังคงน่าเป็นห่วง “สภาพัฒน์”เผยตัวเลขหนี้ครัวเรือนไทยสูงเกือบ 13 ล้านล้านบาท เมื่อคำนวนจากสัดส่วนจีดีพีขึ้นแท่นอันดับ 10 ของโลก เผยสาเหตุกู้ซื้อบ้าน –รถยนต์เป็นปัจจัยสำคัญ แถมยังมีแนวโน้มสูงต่อเนื่องในอนาคตวอนภาครัฐเร่งติดตามอย่างใกล้ชิด

สถานการณ์หนี้สินครัวเรือนไทย จากรายงานสภาวะสังคมไทย ล่าสุด ซึ่งเปิดเผยโดย สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ โดยนายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสภาพัฒน์ฯ และนางชุตินาฏ วงศ์สุบรรณ รองเลขาธิการฯ ระบุว่า ภาวะสังคมไทยไตรมาส 1/2562 ว่า ไตรมาส 4 ปี 2561 หนี้สินครัวเรือนไทยมีตัวเลขราว 12.8 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็นสัดส่วน 78.6% ต่อ จีดีพี ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 ติดต่อกันโดยเมื่อเปรียบเทียบกับในต่างประเทศ ประเทศไทยถือว่ามีสัดส่วนหนี้สินครัวเรือนต่อ จีดีพี อยู่ในอันดับที่ 10 จาก 89 ประเทศทั่วโลก และเป็นอันดับที่ 3 จาก 29 ประเทศในเอเชีย

นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสภาพัฒน์ฯ

สำหรับไตรมาส 1 ปี 2562 หนี้สินครัวเรือนยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยพิจารณาจากยอดคงค้างสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลของธนาคารพาณิชย์ขยายตัว 10.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 5 ปี นับตั้งแต่ไตรมาสสองปี 2557 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นผลจาก การเร่งก่อหนี้ก่อนการบังคับใช้มาตรการกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยใหม่  ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2562  ทำให้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น 9.1% สอดคล้องกับการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศในไตรมาสแรกของปี 2562 ที่ขยายตัว 13.5%

ความต้องการรถยนต์โดยมีแรงจูงใจจากคุณสมบัติของรถรุ่นใหม่ และมาตรการส่งเสริมการขายรถยนต์ในงาน Motor Show 2019 (25 มี.ค.-7 เม.ย.2562) ซึ่งทำให้สินเชื่อเพื่อการเช่าซื้อรถยนต์ และการส่งเสริมการขายการโฆษณาประชาสัมพันธ์ และเงื่อนไขการผ่อนชำระที่จูงใจ

สำหรับเรื่องของคุณภาพสินเชื่อโดยรวมยังคงทรงตัว แต่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยในไตรมาส 1 ปี 2562 หนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ขยายตัว 9.0% เทียบกับ 9.1% ในไตรมาสก่อน คิดเป็นสัดส่วน 2.75% ต่อสินเชื่อรวม และสัดส่วน 27.8% ต่อ NPLs รวม ซึ่งสูงสุดในรอบ 13 ไตรมาสนับตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2559 เป็นต้นมา และส่งผลให้มีสัดส่วนสูงสุดเมื่อเทียบกับสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในประเภทธุรกิจอื่นๆ ส่วนสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้กำกับยังคงมีมูลค่ารวมอยู่ในระดับสูง ในขณะที่ยอดสินเชื่อผิดนัดชำระหนี้เกิน 3 เดือนขึ้นไปของสินเชื่อบัตรเครดิตปรับตัวลดลง 3.6% เทียบกับการขยายตัว 0.3% ในไตรมาสที่ผ่านมา

โดยในส่วนที่สำคัญซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ 1.การก่อหนี้เพื่อที่อยู่อาศัยของครัวเรือนภายหลังการบังคับใช้มาตรการกำกับดูแลสินเชื่อใหม่ โดยคาดว่าจะมีแนวโน้มชะลอตัวลง และทำให้หนี้สินครัวเรือนเพิ่มขึ้นในอัตราชะลอตัว เนื่องจากสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเป็นสัดส่วนประมาณ 49.9% ของสินเชื่อเพื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคล และ2.การขยายตัวของสินเชื่อเพื่อกำรบริโภคส่วนบุคคลอื่นๆ รวมถึงบัตรเครดิตอาจมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นซึ่งภาครัฐยังควรให้ความสำคัญกับการกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อกำกับดูแลและควบคุมการปล่อยสินเชื่อให้รัดกุมและมีความเหมาะสมยิ่งขึ้น อาทิ 1.การออกแบบมาตรการกกำกับดูแลการปล่อยสินเชื่อ เพื่อลดความเสี่ยงจากการปล่อยกู้ให้กับกลุ่มที่มีภาระหนี้สูง โดยเฉพาะมาตรการเกี่ยวกับสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ 2.การออกมาตรการกำกับดูแลการปล่อยสินเชื่อรถยนต์ เนื่องจากคุณภาพของสินเชื่อรถยนต์ที่มีแนวโน้มลดลง

ภาพประกอบข่าวจากแฟ้ม

3.การติดตามมาตรการกำกับดูแลธุรกิจสินเชื่อที่มีรถยนต์เป็นหลักประกันให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างเป็นธรรมและมีอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม 4.การเร่งประชำสัมพันธ์โครงการคลินิกแก้หนี้ ระยะที่ 2 และ5.การกำกับดูแลการปล่อยสินเชื่อให้แก่ลูกหนี้รายเดิมและรายใหม่ให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการก่อหนี้ครัวเรือนมากยิ่งขึ้น