“อพท.” จับมือ “จุฬาฯ” รุกพัฒนาท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ “น่าน-อันดามัน” ต้นแบบ

50

กระทรวงท่องเที่ยวฯ-อพท.-จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลงนาม ร่วมสร้างเครือข่ายพัฒนาท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ปักหมุด “น่าน-อันดามัน” พื้นที่ต้นแบบ ตั้งเป้ายกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน เน้นเสริมสร้างศักยภาพท้องถิ่นและชุมชนด้วยนวัตกรรม

วันที่ 7 สิงหาคม 2562 นายอนันต์ วงศ์เบญจรัตน์ รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) และศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือใน “โครงการการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์” ณ ห้องประชุม 111 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การลงนามครั้งนี้ เป็นการสร้างมิติความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และสถาบันการศึกษาในการพัฒนาศักยภาพของชุมชนบนฐานทรัพยากรทางการท่องเที่ยวที่มีอยู่ ยกระดับพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์บนพื้นฐานการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาคธุรกิจและภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อสร้างความยั่งยืนและการกระจายรายได้สู่ชุมชน ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศและสังคมไทย

สำหรับโครงการการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Development of Creative Tourism) เป็นหนึ่งในชุดโครงการแผนพัฒนาวิชาการ “สร้างเสริมพลังจุฬาฯ ก้าวสู่ศตวรรษที่ 2” ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยสถาบันเอเชียศึกษา ร่วมกับนักวิจัยจากสหสาขาวิชาจาก 11 คณะและสถาบัน บูรณาการศาสตร์ ความรู้และความเชี่ยวชาญต่าง ๆ ประกอบด้วย

โครงการชุดที่ 1 พื้นที่จังหวัดน่าน ประกอบด้วย 8 โครงการย่อย ซึ่งคณะผู้วิจัยจะทำการศึกษาการพัฒนาการท่องเที่ยวในจังหวัดน่านในบริบทเชิงธรรมชาติ สุขภาพและวัฒนธรรมเพื่อให้เกิดการท่องเที่ยว การผลิตสินค้าและบริการรูปแบบใหม่ โดยใช้ภูมิปัญญาและต้นทุนทางวัฒนธรรมเป็นตัวขับเคลื่อน เพื่อให้ชุมชนมีรายได้อย่างยั่งยืนและพึ่งพาตนเองได้ รวมถึงทำการศึกษาและรวบรวมข้อมูลเพื่อยกระดับและเพิ่มศักยภาพของการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ทั้งในด้านการจัดการขนส่งเพื่อการท่องเที่ยวในจังหวัดน่าน การประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในจังหวัดน่าน การจัดการท่องเที่ยวเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวอิสระชาวจีนที่จะมาท่องเที่ยวในจังหวัดน่านเพิ่มขึ้นเมื่อการเดินทางระหว่างน่านและหลวงพระบางสะดวกขึ้นในอนาคตอันใกล้

โครงการชุดที่ 2 ครอบคลุมพื้นที่ฝั่งอันดามัน ประกอบด้วย 4 โครงการย่อย โดยจะทำการศึกษาและรวบรวมข้อมูลด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเบื้องต้นเกี่ยวกับชาวเล คนไทยพลัดถิ่น และกลุ่มชาติพันธุ์ในมะริด จัดทำเอกสารสื่อความหมายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรม พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยว สร้างกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และแหล่งเรียนรู้ในรูปแบบของศูนย์วัฒนธรรมหรือพิพิธภัณฑ์ ภายใต้กรอบแนวคิดการมีส่วนร่วมในชุมชน ยกระดับและเพิ่มศักยภาพของการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ด้วยการจัดการขนส่งเพื่อการท่องเที่ยวระหว่างอันดามันและเมียนมา รวมถึงส่งเสริมความเข้าใจเรื่องการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ของชุมชน และสร้างพื้นที่สื่อสารระหว่างชุมชน นักท่องเที่ยวและพื้นที่สาธารณะ

ทั้งนี้ ภายใต้กรอบความร่วมมือพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ระหว่าง 3 หน่วยงาน จะครอบคลุมการดำเนินงาน 3 ด้าน ได้แก่ 1. ร่วมมือในการสนับสนุนการวิจัยเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่ยั่งยืน 2. ร่วมมือในการสนับสนุนด้านงานวิจัย เพื่อสร้างและพัฒนานักวิจัย ตลอดจนจัดการเรียนการสอนเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และ 3. นำองค์ความรู้และผลจากการวิจัยไปใช้ประโยชน์ในมิติต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อการพัฒนาประเทศ

ด้านรองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ความร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในโครงการการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ มีความสอดคล้องกับแผนแม่บทด้านการท่องเที่ยว ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) ซึ่งได้กำหนดแนวทางหนึ่งในการพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศ คือ การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม โดยมีเป้าหมายการกระจายรายได้สู่พื้นที่เมืองรอง โดยเฉพาะการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชน เพิ่มรายได้ให้แก่เศรษฐกิจฐานราก ซึ่งเป็นประเด็นเร่งด่วนที่กระทรวงฯ จะต้องเร่งขับเคลื่อนในระยะ 5 ปีแรก

“เป้าหมายภายใต้แผนแม่บทด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญประเด็นหนึ่ง คือ สัดส่วนรายได้จากการท่องเที่ยวพื้นที่เมืองรองเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นการร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ จึงเป็นการดำเนินการพัฒนาสินค้าและบริการของชุมชนอย่างสร้างสรรค์ นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาบุคลากรและทรัพยากรมนุษย์ในด้านการสร้างภาคเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชน ยังทำให้ทุกภาคส่วนเกิดความเข้าใจและเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน อันจะเป็นรากฐานและกลไกสำคัญในการผลักดันให้การพัฒนาการท่องเที่ยวของไทยประสบความสำเร็จ”

ขณะที่ผู้อำนวยการ อพท. กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน 16 ปีที่ผ่านมา อพท. ตระหนักดีว่า ชุมชนท้องถิ่นคือเจ้าของทรัพยากรการท่องเที่ยวที่แท้จริง และการท่องเที่ยวจะยั่งยืนได้นั้น ผลประโยชน์จะต้องเกิดกับคนในชุมชน ดังนั้น การท่องเที่ยวโดยชุมชนจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยมีกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์เข้ามาช่วยเพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยว ทำให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสวิถีชีวิตท้องถิ่น ภูมิปัญญา ศิลปวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง และใช้เวลาอยู่ในชุมชนนานขึ้น ใช้จ่ายในชุมชนมากขึ้น จึงนับเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มรายได้และกระจายรายได้สู่ชุมชนได้อย่างแท้จริง พร้อมทั้งสืบสานวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นให้คงอยู่ต่อไป