ความกังวลเศรษฐกิจไทยหลังกนง.ลดดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ4ปี

12

ทันทีที่ กนง.มีนโยบายปรับอัตราดอกเบี้ย ด้วยมติไม่เป็นเอกฉันท์ 5:2 เสียงให้ “ลด” อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยลงเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี มาที่ 1.50% จาก 1.75% ซึ่งสะท้อนภาพเศรษฐกิจไทยในช่วง “ขาลง” ได้เป็นอย่างดี เพราะมีเหตุผลในเรื่องของ การส่งออก และการท่องเที่ยว ที่ชะลอตัวลง แม้ว่า จะยังมีเสียงยินยันอย่างแข็งขันถึงปัจจัยบวกจากภาพการเมืองที่มีรัฐบาลเลือกตั้งออกมาบ้างแล้วก็ตาม

แต่หลายฝ่ายยังคงมีความกังวลถึงภาพรวมของ “เศรษฐกิจไทย” โดยเฉพาะในช่วงหลังจากนี้ (หลังจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของกนง.) ว่าจะมีทิศทางเป็นอย่างไรต่อไป ?

บทวิเคราะห์ที่น่าสนใจจาก “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ระบุถึงปัจจัยกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในเรื่องนี้ไว้ค่อนข้างน่าสนใจ โดยเฉพาะแนวโน้มของผลกระทบที่จะตามมา ทั้งจากเรื่องของอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลง รวมถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทย หลังมติ คณะกรรมการนโยบายการเงินของไทย หรือ กนง. ปรับ  “ลด” อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยลงเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี มาที่ 1.50% จาก 1.75% โดยประเมินว่า ภาคการส่งออกและอุปสงค์ในประเทศมีสัญญาณชะลอตัว ซึ่งทำให้เศรษฐกิจไทยในภาพรวมมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ตัวแปรที่จะต้องติดตามสำหรับการดำเนินนโยบายของไทยในระยะข้างหน้า น่าจะอยู่ที่ 2 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ ความรวดเร็วของกลไกการส่งผ่านนโยบายการเงิน ซึ่งจะรวมถึงขนาดของการปรับลดดอกเบี้ยของสถาบันการเงินและอัตราผลตอบแทนในตลาดตราสารหนี้ ตลอดจนการตอบสนองของระบบเศรษฐกิจในภาคส่วนต่างๆ ต่อการปรับลดดอกเบี้ยครั้งนี้

รวมถึงความไม่แน่นอนของปัจจัยลบ ซึ่งอาจเกิดขึ้นในสภาวะไม่ปกติในระยะข้างหน้า อาทิ ความตึงเครียดของสถานการณ์สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ความไม่แน่นอนเชิงนโยบายระหว่างประเทศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงสถานการณ์ภายในประเทศ โดยปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย

จากถ้อยแถลงหลังการประชุมของ กนง. ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า กนง. ให้น้ำหนักของการตัดสินใจการดำเนินนโยบายการเงินไปที่ปัจจัยลบต่างๆ ที่เข้ามากระทบต่อเศรษฐกิจไทย ดังนั้น ในช่วงข้างหน้า ตลาดเงินตลาดทุนคงรอติดตามว่า กนง. จะประเมินปัจจัยลบและผลต่อภาวะเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าอย่างไร และสถานการณ์เริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นหรือไม่ เพราะมุมมองดังกล่าวจะมีผลต่อการคาดการณ์ของตลาดต่อการกำหนดจุดยืน/ท่าทีของนโยบายการเงินในช่วงต่อไปด้วยเช่นกัน

 

ที่มา ศูนย์วิจัยกสิกรไทย