ดีเดย์ 25 ต.ค. 62 ลงนามก่อสร้างรถไฟฟ้าเชื่อม 3 สนามบิน ห่วงล้าช้ากระทบผลประโยชน์ประเทศ

38

ที่ประชุม อนุกรรมการ EEC เห็นชอบ  25 ต.ค.62 ลงนามก่อสร้างรถไฟฟ้าเชื่อม 3 สนามบิน  3 รมต.ร่วมปิดความเสี่ยง ส่งมอบพื้นที่ตามกำหนด ไฟเขียวกลุ่มซีพีลงทุน EEC ชี้หากล่าช้าจะกระทบผลประโยชน์ประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (10 ต.ค.62) ที่ประชุมคณะอนุกรรมการบริหารพัฒนาเขตพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งมีนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน โดยมี นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมประชุม ได้พิจารณาวาระการประชุมเพื่อส่งมอบสาธารณูปโภค การสร้างรถไฟฟ้าเชื่อม 3 สนามบิน เนื่องจากเกี่ยวข้องกับ 8 หน่วยงาน

โดยนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความผูกพันกันตามภาระกิจ ภายใต้กฎหมายEEC เมื่อหารือร่วมกันแล้ว ปัญหาการส่งมอบที่ดิน ที่เอกชนระบุว่า มีความเสี่ยงจะคลี่คลายปัญหาได้ ยอมรับว่าการร่วมลงทุนแบบ PPP มีความซับซ้อนหลายหน่วยงาน แต่จะทำให้โครงการเดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว จึงไม่อยากให้กังวลว่าโครงการลงทุนจะสิ้นสุดลง เพราะพื้นที่สัดส่วนร้อยละ 72 พร้อมส่งมอบให้ผู้ก่อสร้างแล้ว จึงทำให้โครงการสามารถเดินหน้าไปได้ในช่วงแรก

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (ขวา) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (ซ้าย)

ด้านนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า เมื่อคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แต่งตั้งบอร์ด รฟท.ในวันที่ 15 ต.ค.นี้แล้ว จากนั้นจะเริ่มประชุมบอร์ด รฟท.ชุดใหม่ 16 – 17 ต.ค. นี้ และกระทรวงคมนาคมจะดำเนินการเสนอ ที่ประชุม ครม.รับทราบการตั้งบอร์ด รฟท.ในวันที่ 23 ต.ค. 62 จากนั้น รฟท.และกลุ่มซีพี จะลงนามสัญญาการก่อสร้างได้ตามกำหนด 25 ต.ค.นี้ โดยจะไม่มีการเลื่อนออกไปอย่างแน่นอน

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (ขวา)

ขณะที่นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการ คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) กล่าวว่า การส่งมอบที่ดินโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โครงการลงทุนแบบ PPP ทั้งภาครัฐและเอกชน ทุกฝ่ายได้ร่วมมือกันด้วยดี ในส่วนภาครัฐ ถือเป็นผู้ร่วมทุนเช่นกัน หากดำเนินการไม่สําเร็จ จะไม่สร้างประโยชน์กับประเทศ รวมทั้งอาจไม่เชื่อมโยงทันเวลากับการก่อสร้างสนามบินอู่ตะเภา ดังนั้นภาครัฐทุกหน่วยงานจึงร่วมมือกัน เพื่อให้มีการลงนามสัญญาตามกำหนดในวันที่ 25 ต.ค.นี้ โดยไม่มีเจตนาทำให้เป็นอย่างอื่น

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี รองนายกฯสมคิด และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ที่ร่วมเป็นกรรมการนโยบาย EEC ได้เร่งรัดผลักดัน ให้มีการลงนามโดยเร็ว ขณะที่สำนักงานอัยการสูงสุด เตือนว่า การส่งมอบที่ดินเป็นสาเหตุหลัก ทำให้เกิดปัญหาในความสำเร็จของโครงการ ในส่วนของ รฟท. ยอมรับว่า การส่งมอบที่ดิน เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน จึงต้องร่วมมือกันทุกฝ่าย ขณะที่กลุ่มซีพีได้หารือรอบนอกมาตลอดถึงความต้องการลงนาม และชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ภาคเอกชนกังวลมากที่สุด คือ การส่งมอบที่ดินต้องมีความชัดเจน เพราะเป็นปัจจัยสำคัญ นำไปใช้ระดมแหล่งเงินทุน และเงินกู้จากสถาบันการเงิน โดยหากไม่ชัดเจนอาจมีความเสี่ยงถึงผลของการขาดทุนได้ เมื่อการส่งมอบชัดเจน เอกชนจะได้เตรียมแผนก่อสร้างได้” นายคณิศ กล่าว

นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการ คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.)

สำหรับแผนการส่งพื้นที่ดิน ที่ผ่านมามีปัญหา เนื่องจากการก่อสร้างแบบเดิม ภาคเอกชน ต้องไปติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 8 หน่วยงาน ทำให้ใช้เวลานาน และมีระยะเวลาไม่ชัดเจน ส่งผลต่อแผนก่อสร้าง ดังนั้นจากการประชุมครั้งนี้ จึงมีความชัดเจนมากขึ้น เพราะทำให้การกำหนดระยะเวลา การก่อสร้างชัดเจน ยอมรับว่าการก่อสร้างรถไฟฟ้าเชื่อม 3 สนามบิน มีจุดตัดจำนวนมาก 230 จุด เกี่ยวข้องกับ 3 กระทรวง 8 หน่วยงาน ซึ่งต้องปรับปรุงหรือโยกย้าย โดยสิ่งก่อสร้างที่ต้องรื้อถอนมีทั้งท่ออุโมงค์ยักษ์ ของ กทม. ระบบท่องประปาขนาดใหญ่ ของกปน. ระบบท่อก๊าซ ของ ปทต. ท่อน้ำมันยาว 4 กิโลเมตร การรื้อเสาไฟฟ้าแรงสูง 230 จุด ของ กฟผ. ย้ายเสาไฟลงใต้ดินความยาว 4 กิโลเมตร ของ กฟน. จึงได้ใช้กฎหมายของอีอีซี ให้ 8 หน่วยงานทำงานร่วมกัน และจัดสรรงบประมาณรองรับการรื้อถอน ก่อสร้างหลักร้อยล้านบาท นับว่าอยู่ในกรอบดำเนินการได้

ดังนั้นที่ประชุม จึงสรุปแผนการส่งมอบพื้นที่ ในช่วงแอร์พอร์ต เรลลิงก์ เริ่มในวันที่ ภาคเอกชนคู่สัญญาชำระค่าให้สิทธิร่วมลงทุนในแอร์พอร์ต เรลลิงก์ให้ แก่ รฟท. สำหรับช่วงรถไฟความเร็วสูงช่วงลาดกระบัง – อู่ตะเภา ส่งมอบภายใน 1 ปี 3 เดือนนับจากวันที่ลงนามใน สัญญาร่วมลงทุน ช่วงแอร์พอร์ต เรลลิงก์ ส่วนต่อขยาย ส่งมอบภายใน 2 ปี 3 เดือน นับจากวันที่ลงนามในสัญญาร่วมลงทุนในวันที่ 25 ต.ค.นี้

นอกจากนี้ที่ประชุมยังตั้งคณะทำงานการส่งมอบพื้นที่ และการรื้อย้ายสาธารณูปโภค โดยมี ปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธานคณะทำงาน รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นรองประธานคณะทำงาน และมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นคณะทำงาน

อย่างไรก็ตามได้มีการประมาณการความต้องการบุคลากรและแรงงาน ในตำแหน่งานที่จะเกิดขึ้นใหม่ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ไว้ที่จำนวน 475,000 ตำแหน่ง ในระยะเวลา 5 ปี ในขณะที่ BOI แจ้งความต้องการบุคคลากร และแรงานของบริษัทผู้ขอลงทุนในปีที่ผ่านมาถึง 16,567 ตำแหน่ง และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นในระยะเร่งด่วนอีก 20,000 คนในปีงบประมาณ 2563