เศรษฐกิจไทยเผาจริง“หญิงหน่อย”ร่ายผ่านโซเชียลจี้รัฐแก้บาทแข็งด่วนๆ!!

54

จับตาการประชุม คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แนะควรลดดอกเบี้ย 0.25% “สุดารัตน์” จี้รัฐบาลแก้เงินบาทแข็งค่าด่วนๆ ก่อนเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะ “เผาจริง”  ขยี้ “ลุงตู่” กรณีมะกันตัดสิทธิGSP ไหนว่า เศรษฐกิจไทยโตเร็วเกินไป แต่สองวันผ่านไปกลับมาพูดใหม่ว่า “เศรษฐกิจไทยโตช้า”  

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ร่ายยาวผ่านเพจ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ Sudarat Keyuraphan” เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า และปัญหาเศรษฐกิจไทย กับการบริหารงานของรัฐบาล โดยระบุว่า “รัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญเศรษฐกิจโดยเฉพาะค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่ามากเกินไป ซึ่งควรจะมีการพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ในการประชุม กนง.วันพรุ่ง รวมทั้งใช้มาตรการทางการคลังสร้างกำลังซื้ออย่างยั่งยืนไม่เช่นนั้นปีหน้าเศรษฐกิจไทยอาจจะเข้าสู้ภาวะ #เผาจริง อย่างแน่นอน

ได้ฟัง พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลไทย พูดว่าไทยถูกสหรัฐตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรหรือ GSP อาจเป็นเพราะ “เศรษฐกิจไทยโตเร็วเกินไป” แต่อีก2 วัน กลับมาพูดใหม่ว่า “เศรษฐกิจไทยโตช้า” จึงต้องตั้งคำถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจประเทศไทย รู้และเข้าใจภาวะที่แท้จริงของเศรษฐกิจหรือไม่

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย

ความจริงคือ ขณะนี้เครื่องยนต์เศรษฐกิจดับทุกตัว ทั้งส่งออก ท่องเที่ยว การลงทุนภาคเอกชน และกำลังซื้อภายในประเทศหดหาย ทำให้เศรษฐกิจซบเซาอย่างหนัก ประชาชนส่วนใหญ่ลำบากยากแค้น รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข หัวหน้าทีมเศรษฐกิจต้องเร่งทำงานให้หนัก ระดมทีมงานมาคิดแก้ไขให้ไว

โดยเฉพาะค่าเงินบาทที่แข็งค่ากว่าทุกสกุลในโลก แข็งค่าที่สุดในรอบ 6 ปีที่ 30.16 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แข็งค่าขึ้นเฉพาะในปีนี้เกือบ 8% แต่หากเทียบอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยในปี 2557 เท่ากับ 32.915 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งแข็งค่ามากกว่าเงินสกุลของคู่ค้าอื่นๆ จนถึงวันนี้เงินบาทแข็งค่าขึ้นถึงเกือบ 3 บาท แสดงให้เห็นว่านับแต่มีการยึดอำนาจการลงทุนภาคเอกชนก็หดหายไปตั้งแต่บัดนั้น

เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ เป็นปัญหาต่อการส่งออกและส่งผลต่อการท่องเที่ยวที่ชะลอตัวในปีนี้อย่างเห็นได้ชัดเจน ทำให้ธุรกิจส่งออกสูญเสียความสามารถในการแข่งขันโดยสิ้นเชิง ถึงแม้จะผลิตสินค้าที่มีคุณภาพดีกว่าประเทศคู่แข่งแค่ไหนก็ตาม แต่ผู้ส่งออกต้องขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนอย่างน้อย 8 % ทันทีที่ขายของได้

มากไปกว่านั้นปัจจุบันค่าเงินหยวนของจีนอ่อนค่าลง ยิ่งกระทบต่อธุรกิจที่ส่งออกและท่องเที่ยวของไทยมากขึ้นไปอีก แถมมาถูกซ้ำเติมด้วยการถูกตัด GSP เข้าไปอีกภาคการส่งออกอาจติดลบประมาณถึง 3 % ในปีนี้ ถ้าหากหักทองคำออกในบางเดือน เราจะติดลบสูงถึง 8% ซึ่งนับว่ามากทีเดียว เราจึงเห็นภาพว่าโรงงานต่างๆ ต้องลดกำลังการผลิต ลดเวลาจ้างแรงงาน หลายแห่งทะยอยปิดตัวลง เพราะส่งออกไม่ได้ ขายในประเทศก็ไม่ได้ เพราะกำลังซื้อภายในประเทศก็หดหายเช่นกัน ทำให้ปีหน้าเราต้องเผชิญกับภาวะคนตกงานสูงถึง 500,000 คน เด็กจบใหม่มีความเสี่ยงสูงที่จะหางานทำไม่ได้ ปัญหาสังคมจะตามมาอย่างมากมาย ทั้งยาเสพติดและการจี้ปล้น

ซึ่งค่าเงินบาทแข็ง เพราะเราเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงจากเงินทุนระยะสั้นไหลเข้าเก็งกำไร จึงเป็นการเกินดุล ที่ไม่เป็นประโยชน์ แถมยังทำให้เงินบาทแข็งกระทบภาคส่งออก รวมทั้งมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูงจึงหวังว่าที่ประชุม กนง. ในวันพรุ่งนี้ ( 6 พ.ย.) จะมีการพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอย่างน้อย 0.25% เพื่อประคองไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งค่ามากไปกว่านี้

นอกจากนี้ รัฐบาลจึงต้องเร่งระดมสรรพกำลัง มาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ รวมทั้งการดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยไม่ปล่อยเป็นภาระของธนาคารแห่งประเทศไทย เพียงหน่วยงานเดียว เพราะเราสามารถใช้กลไกเครื่องมือทางเศรษฐกิจหลายๆตัว มาช่วยดูแลค่าเงินบาทอยู่ในระดับที่เหมาะสมได้อย่างมีธรรมาภิบาล นอกเหนือจากการบริหารอัตราดอกเบี้ย เช่นการเพิ่มการนำเข้าระยะสั้น ในสินค้าที่เราต้องนำเข้าเพื่อใช้อยู่แล้ว อย่างน้ำมัน หรือการคืนเงินกู้ต่างประเทศ เป็นต้น เพื่อลดการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอันจะทำให้เงินบาทอ่อนตัวลงโดย ธปท. ไม่ต้องเข้าไป แทรกแซง

ที่สำคัญคือรัฐบาล ต้องใช้มาตรการทางการคลังสร้างกำลังซื้ออย่างยั่งยืน (ไม่ใช่การหว่านแจกเงิน ที่ไม่ได้ให้ผลในการสร้างกำลังซื้ออย่างยั่งยืน) เพื่อกระตุ้นให้เกิดการบริโภคภายในอันเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจตัวเดียวที่ยังขับเคลื่อนได้

เมื่อกำลังซื้อที่มีคุณภาพและยั่งยืนเกิดขึ้น จึงจะสามารถสร้างความเชื่อมั่น และความมั่นใจ (TRUST& CONFIDENCE) ให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศมองเห็นอนาคต และกล้าที่จะตัดสินใจลงทุนในประเทศไทยเพื่อให้เกิดการสร้างงานและสร้างรายได้ใหม่ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ต้องยอมรับความจริงว่า สภาวะเศรษฐกิจไทยย่ำแย่มากแล้ว ต้องการการ ”ลงมือทำงาน” แก้ปัญหาทันที มิใช่การ”แก้ตัว” ด้วยคำพูดไปวันๆไม่เช่นนั้น เศรษฐกิจไทยปีหน้าต้องเข้าสู่ภาวะ #เผาจริง อย่างแน่นอน”

ภาพ-ข้อมูลจากเพจ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ Sudarat Keyuraphan