ห่วงแล้งสุดรอบ60ปีฉุดGDPลงเหวหวั่นสะเทือนปากท้องชาวบ้านจี้รัฐแก้

ภัยแล้งปีนี้ไม่ธรรมดา น่าจะร้ายแรงที่สุดในรอบ 60ปี และแน่นอนว่าภาคการเกษตรจะต้องได้รับผลกระทบโดยตรงกับปัญหาภัยแล้งในครั้งนี้ ซึ่งเศรษฐกิจไทยก็ต้องพลอยกระเทือนไปด้วย

สำหรับในเรื่องดังกล่าวนี้ ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป สถาบันเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ให้ความเห็นถึงสถานการณ์ภัยแล้งว่า 4 เขื่อนหลักลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยามีน้ำใช้การได้ 4.17 พันล้าน ลบ. ม. หรือ เพียง 23% เท่านั้น ค่าความเค็มของแม่น้ำเจ้าพระยาสูงขึ้น ผลกระทบของภัยแล้งต่อระบบเศรษฐกิจ ภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมใน EEC จะมีความรุนแรงจนทำให้อัตราการขยายทางเศรษฐกิจหรืออัตราการเติบโตจีดีพีในไตรมาสสองติดลบได้เมื่อเทียบกับไตรมาสแรก

Advertisement

จีดีพีไตรมาสสองปีนี้ก็จะอยู่ในสภาพเช่นเดียวกับจีดีพีไตรมาสสองปีที่แล้วที่มีการขยายต่ำสุดรายไตรมาสของปี ปีที่แล้วจีดีพีไตรมาสสองขยายตัวเพียง 2.3% ในปีนี้จีดีพีอาจขยายตัวต่ำกว่า 2% หากทางการไม่รีบดำเนินการเตรียมรับมือผลกระทบภัยแล้ง โดยเฉพาะผลผลิตข้าวนาปรังจะลดลงอย่างน้อย 50-60% มาอยู่ที่ระดับ 3.5 ล้านตัน ทำให้ราคาข้าวปรับตัวสูงขึ้น แต่เกษตรกรจำนวนหนึ่งจะขาดรายได้ในช่วงฤดูร้อน

นอกจากนี้จะยังทำให้ราคาอาหาร ราคาเนื้อสุกร ราคาน้ำมันปาล์ม ราคาน้ำดื่มบรรจุ ราคาพืชผักผลไม้ปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน จึงขอเสนอให้รัฐเพิ่มงบประมาณและเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อลงทุนบริหารจัดการน้ำ รองรับผลกระทบภัยแล้ง หากการเบิกจ่ายในระบบราชการล่าช้า ควรเพิ่มการใช้มาตรการกึ่งการคลังผ่านกลไกธนาคารของรัฐในรูปสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และเงินชดเชยช่วยเหลือ