“คลองไทย”ตำนานเชื่อมสองมหาสมุทร ขุดที่ไหน?เป็นทางออกศก.ไทยจริงหรือ?

คลองไทย เชื่อม มหาสมุทร แปซิฟิก กับ มหาสมุทรอินเดีย ตำนานมหากาพย์ที่คนไทยรอคอยมานานหลายร้อยปี กับการระดมสมองครั้งล่าสุด หวังขุดคลองไทย พลิกโฉมเศรษฐกิจไทย หรือ จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ตามมา?

Advertisement

หวนกลับมาอีกรอบสำหรับแนวคิดการขุด “คลองไทย” กับการเชื่อมสองมหาสมุทรแปซิฟิก และมหาสมุทรอินเดีย ทะลุผ่านทะเลอันดามัน และอ่าวไทย อภิมหาโครงการในตำนาน ซึ่งที่ผ่านมายังคงเป็นเพียง “ความฝัน” เพราะแม้จะมีหลากหลายแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องของการขุดคลองไทย แต่ก็ยังคงสะดุดอยู่แค่เพียงขั้นตอนของ “การศึกษาข้อมูล” ที่หลายสิบปีที่ผ่านมา ไม่คืบหน้าไปถึงไหน

และอีกหนึ่งในเวทีซึ่งหยิบยกเอาเรื่องของ “คลองไทย” กลับมาพูดถึงกันครั้งล่าสุดเกิดขึ้นที่ มหาวิทยาลัยรังสิต กับงานเสวนา “คลองไทย คุ้มค่าหรือไม่” ระดมสมอง นักวิชาการ สส. และตัวแทนเครือข่ายในพื้นที่ ร่วมแลกเปลี่ยนทัศนะ เพื่อเดินหน้าสู่ฝันของคลองไทย ที่จะเป็นแนวทางสำคัญในการกลับมาสร้างรายได้ทั้งในพื้นที่และในระดับประเทศ เพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจของชาติ

“คลองไทย” บนความเข้าใจเดียวกันกับ “คลองคอดกระ – คอคลอดกระ -คอดกระ” ที่หลายๆ คนยังฝังจำถึง จุดที่แคบที่สุดของประเทศไทย ในพื้นที่คอดกระจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อาจเป็นคนละเรื่องเดียวกัน เพราะในพื้นที่ คอดกระจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ไม่ได้เป็นพื้นที่ติดทะเลสองด้าน อย่างที่หลายคนเข้าใจ หากมองจากแผนที่ ด้านหนึ่งของคอดกระเป็นอ่าวไทย และอีกด้านหนึ่งจะเป็นแผ่นดินของประเทศเมียนมาร์

นอกจากนี้ในจุดที่แคบที่สุดของประเทศไทย ก็ไม่ใช่พื้นที่ของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แต่เป็นพื้นที่ “คลองใหญ่” จังหวัดตราด ติดชายแดนกัมพูชา ตรงจุดนั้นต่างหาก

ฉะนั้นเมื่อทำความเข้าใจเรื่องราวของคอดกระ กับ คลองไทย ให้เข้าใจแล้ว ก็จะต้องลากเล้นพ้นลงไปจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สู่แนวแรกซึ่งเป็นจุดที่แคบระหว่างสองมหาสมุทร เชื่อม ทะเลอันดามันและอ่าวไทย คือที่ รอยต่อจังหวะระนองและชุมพร

แต่แนวแรกนี้ไม่ง่าย! เพราะมีพื้นที่น่านน้ำของเมียนมาร์มาเกี่ยวข้อง ในฝั่งจังหวัดระนอง !!

ถัดลงไปคือคอดกระ หรือ กิ่วกระ เป็นส่วนที่แคบที่สุดของคาบสมุทรมลายูอยู่ในเขตบ้านทับหลี ตำบลมะมุ อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง กับ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร แนวคิดเรื่องการเชื่อมสองมหาสมุทร น่าจะเริ่มต้น จากแนวนี้

เช่นนั้นแนวแรกของ “คลองไทย หรือ คลองกระ” แนวแรกที่มีการสำรวจคือ เส้นทาง 2 A พื้นที่บ้านกรูด อำเภอหลังสวนจังหวัดชุมพร ระยะทางขุดเชื่อมสองมหาสมุทร อยู่ที่ 90 กม. ซึ่งการสำรวจเส้นทางนี้ นับว่าเป็นพื้นที่ซึ่งใกล้กับกรุงเทพมหานคร และศูนย์กลางของภาคอุตสาหกรรมไทยอย่าง EEC ในภาคตะวันออกมากที่สุด

ถัดลงไปเป็นเส้นทาง 9 A พาดผ่านจังหวัดกระบี่ –ตรัง –พัทลุง –นครศรีธรรมราช ในระยะทางขุดเชื่อมประมาณ 120 กม. เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่หลายฝ่ายให้ความสนใจมากที่สุด

ถัดลงไปเป็นเส้นทาง 7A จากทะเลอันดามันเขตจังหวัดตรังไปอ่าวไทยทะลุทะเลสาบสงขลาเชื่อมต่ออ่าวไทย ในจังหวัดสงขลา ระยะทางขุดเชื่อม 110 กม. และเส้นทางสุดท้ายคือเส้นทาง 5 A จากทะเลอันดามันในจังหวัดสตูลไปออกอ่าวไทย ในทะเลสาบสงขลา จังหวัดสงขลา เป็นเส้นทางสุดท้าย

ซึ่งก่อนจะไปว่ากันว่า “เส้นทางไหนมีดีมีเสียอย่างไร” ลองไปสำรวจดูความสำคัญของคลองไทยกันก่อน จากหลากหลายทัศนบนเวทีเสวนา “คลองไทย คุ้มค่าต่อประเทศหรือไม่” ซึ่งมีการเปรียบเทียบไปถึงโครงการ อิสเทิร์น ซีบอร์ด ในอดีต

ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า “ได้ติดตามและศึกษา โครงการขุดคลองไทยมาเป็นเวลานาน โดยได้ร่วมลงพื้นที่จัดเวทีเสวนามาโดยตลอด ได้รวบรวมปัญหาและแนวโน้มความเป็นไปได้ และผลกระทบทุกๆด้าน มองว่าเป็นโครงการที่ดีและจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวม แต่ขณะเดียวกันโครงการดังกล่าวมูลค่าการลงทุนจำนวนมหาศาล และมีผลในด้านอื่นๆ ตามมา ซึ่งก็จะต้องมีการศึกษาในเรื่องต่างๆ อย่างละเอียด แต่สำหรับคลองไทยแล้วถือเป็นอีกหนึ่งในความหวังของคนไทยทั้งชาติ เพราะจะเป็นแหล่งรายได้ และสร้างเศรษฐกิจของชาติที่มีมูลค่ามหาศาล” อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต กล่าว

ขณะที่นายสถิต ลิ่มพงศ์พันธุ์ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง และ นักวิชาการสถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ บรรยายพิเศษ “คลองไทยนำไทยสู่เศรษฐกิจโลกและประเทศไทยได้อะไร โดยระบุว่า ปัจจุบันสมการค่าใช้จ่ายของภาครัฐ ลดลงจากเดิม ร้อยละ 38 เหลือ ร้อยละ 21 เมื่อเทียบกับผลิตผลมวลรวม หรือ จีดีพี ดังนั้นไทยต้องลงทุนเพิ่มเพื่อผลักดันเศรษฐกิจของชาติ โดยเปรียบเทียบถึงการลงทุนในโครงการ อิสเทิร์น ซีบอร์ด ยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมชูสโลแกน “โชติช่วงชัชวาล” เป็นแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจของชาติ ซึ่งก็ได้ผลในระดับหนึ่ง และ พัฒนาเป็น EEC ในปัจจุบัน

ความคิดขุดคลองไทย มีมานานแล้ว ตั้งแต่สมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช และ รัชกาล 4 แต่ยังทำไม่ได้สักที มีปัญหาหลายภาคส่วนมากระทบทั้ง ส่วนได้และ ส่วนเสีย ซึ่งการขุดคลองไทย จะช่วยลดระยะทาง การนำเข้าและส่งออก จากเดิมที่ต้องใช้เส้นทางเดินเรือ อ้อมผ่านมหาสุมทรอันดามัน เข้าอ่าวไทย ผ่านทางช่องแคบมะละกา แต่ เมื่อมีการขุด คลองไทย จะสามารถลัดเส้นทางได้อย่างมาก และยังกระตุ้นการลงทุนภาคอุตสาหกรรม ส่งเสริมการท่องเที่ยว เป็นปัจจัยสำคัญ ให้นักท่องเที่ยวระดับบนจาก ยุโรป อเมริกา จากทะเลมัลดิฟส์ ที่ส่วนมาก จะเป็นเรือท่องเที่ยวขนาดใหญ่ เรือยอร์จ หรือ เรือขนาดเล็ก เข้ามาเมืองไทยเพิ่มขึ้น และย่อมส่งผลทำให้เกิด รายได้เพิ่มขึ้นตามมาในพื้นที่” นายสถิตกล่าว

แต่การ “ขุดคลองไทย” แม้ว่า ในเรื่องของ “ประโยชน์”จะมีอยู่มากมายหลายด้าน แต่ในเหรียญอีกด้านก็มีมุมต่างให้เห็นเช่นเดียวกัน ผลจากการศึกษาถึงผลกระทบด้านลบ หรือ ความเสี่ยงต่อโครงการ ขุดคลองไทย และ ได้สรุป การบริหารความเสี่ยง 5 ประการ คือ1.ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม ที่จะเกิดขึ้นกับ ชาวบ้านในพื้นที่ภาคใต้ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง2.ทำลายระบบนิเวศน์ ในอ่าวไทย สัตว์ทะเล และ สิ่งมีชีวิตอื่นๆ อาทิ ปะการัง พืชทะเล ฯลฯ3.กระทบการประมงชายฝั่ง4.ขาดความสมดุลระหว่าง สังคม และ สิ่งแวดล้อม 5.ความเสี่ยงด้านอธิปไตย

ในส่วนของ “ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม” โดยสรุป หลัก จะมีเรื่องใหญ่ คือทรัพยากรธรรมชาติ เพราะในพื้นที่ภาคใต้เกือบทั้งภาคมีเทือกเขากั้นตรงกลางเป็นแนวยาวเหนือจรดใต้ การขุดคลองไทย ย่อมหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องกระทบต่อทรัพยากรป่าไม้ระบบนิเวศน์ในส่วนนี้ รวมถึงการเชื่อมสองฝั่งทะเล คือ อันดามัน และอ่าวไทย ซึ่งเป็นการ “เชื่อมมหาสมุทรแปซิฟิก และ มหาสมุทรอินเดียซึ่งมีระดับน้ำไม่เท่ากัน” นี่ก็เป็นอีกเหตุปัจจัย ที่อาจส่งผลกระทบในเชิงนิเวศน์ ที่จะเปลี่ยนแปลงไปในพื้นที่

ขณะที่ความเสี่ยง “ด้านความมั่นคงและอธิปไตย” นี่เป็นหนึ่งในเรื่องที่มีความอ่อนไหว ในเวทีเสวนาดังกล่าว มีการหยิบยกเอากรณีศึกษา จากหลายๆ ประเทศ ทั้งคลองสุเอซ ในประเทศอิยิปต์ และ คลองปานามา ในประเทศปานามา เป็นเป็นกรณีตัวอย่าง

เรื่องนี้ นายสถิต อดีตปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวเพิ่มเติมว่า “เรื่องของคลองไทย กับการเชื่อมสองมหาสมุทร มีความเสี่ยงด้านอธิปไตย เป็นประเด็นที่อ่อนไหว ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ โดยมีตัวอย่างเทียบเคียงจาก การขุดคลองสุเอซ ที่ทำให้ อังกฤษ และ ฝรั่งเศส เกิดกรณีพิพาทอย่างรุนแรง เช่นเดียวกับ การขุดคลอง ปานามา ที่ สหรัฐฯเข้ามามีบทบาท อย่างมาก ด้วยการขอซื้อ กิจการต่อจาก บริษัทขุดคลองจาก ฝรั่งเศส” อดีตปลัดกระทรวงการคลังกล่าว

คลองสุเอซในประเทศอิยิปต์ ภาพจาก www.middleeastmonitor.com

ด้าน รศ.วรศักดิ์ มหัทธโนบล จากคณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บรรยาย หัวข้อ “ขับจ้องมองคลองไทยอย่างไร” ระบุว่า ได้ติดตามโครงการนี้มา 20 ปี เห็นว่า จีน ในฐานะชาติมหาอำนาจด้านการค้าโลก จะได้ผลประโยชน์จาก คลองไทยมากที่สุด แต่จีนไม่กล้าที่จะเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมา โดยประกาศชัดว่า “ไม่มีนโยบายใดๆในเรื่องนี้” แต่ โดยพฤตินัย จีน เดินหน้ารุกมาตลอด และ อะไรคือเป้าหมายที่แท้จริงของจีน คำตอบคือ ปัญหาข้อพิพาททะเลจีนใต้ ซึ่งมองว่า จะไม่จบอย่างสันติ จีนกำลังทะเลาะกับอาเซียน และ ถ้าเกิดสงคราม คลองไทย จะกลายเป็น เส้นทางยุทธศาสตร์ของสงครามทันที

ข้อเท็จจริง จีนอยากให้เกิดการขุดคลอง ที่ คอคอดกระ เพราะ เป็น มีระยะสั้น และ จุดยุทธศาสตร์ที่เหมาะสม ดังนั้น กมธ.ศึกษาวิสามัญ ขุดคลองไทย ต้อง ควบคุมและคัดท้ายให้ดี ถึงจุดที่จะใช้เป็นพื้นที่ขุดคลอง ที่มีการเสนอให้เลือก ระหว่าง 5 Aกับ 9 A ถ้าหาก เราเลือกจุดใด จุดนั้น ถ้าไม่ใช่ ยุทธศาสตร์การค้า ก็จะกลายเป็น ยุทธศาสตร์ทางสงคราม ด้วยเช่นกัน” รศ.วรศักดิ์ กล่าว

ส่วนคำถามสำคัญเกี่ยวกับ การขุด “คลองไทย” ว่าจะเป็นทางออกให้กับเศรษฐกิจ และเป็นความหวังของคนไทย โดยเฉพาะคนในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ ที่มีความคาดหวังจะใช้คลองไทย เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการพลิกฟื้นทางเศรษฐกิจ และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน

นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยกระทรวงมหาดไทย และ สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)กล่าวถึงแนวทางศึกษา ผลกระทบจากการขุดคลองไทย โดย คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาการขุดคลองไทย สภาผู้แทนราษฎร โดยหวังว่า การศึกษาครั้งนี้จะได้ข้อยุติครอบคลุมครบรอบด้าน ซึ่งพื้นฐานและพื้นที่ภาคใต้นั้น มีศักยภาพเพียงพอต่อการพัฒนาครอบคลุม แต่การเติบโตในพื้นที่ภาคใต้ มีเพียง 2-3 จังหวัด จากแหล่งท่องเที่ยว หากมีการขุดคลองไทยก็จะสามารถพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้ แต่การเติบโตด้านเกษตรกรรมพบว่า บางจังหวัดเติบโตไม่เพียงพอ ซึ่งบางจังหวัดเลือกที่จะรอคอยโครงการขนาดใหญ่ หรือ เมกกะโปรเจคส์ ที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะโครงการคลองไทย ที่สามารถสร้างงาน สร้างการเติบโตให้กับคนในพื้นที่ได้ การขุดคลองไทย จะมีความสำคัญต่อการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้อย่างยิ่งและต่อยอดการพัฒนาให้กับพื้นที่อื่นๆของประเทศต่อไป” รมช.มหาดไทยกล่าว

ผลสรุปจากเวทีเสวนาที่เกิดขึ้นที่ ม.รังสิต ล่าสุด และ จากหลากหลายเวทีเสวนา ยังคงเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจ เกี่ยวกับ “คลองไทย” ความหวังทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ที่วัดใจมาหลายยุคหลายสมัย วัดใจมาหลายรัฐบาล แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่เกิดขึ้นแบบเป็นจริงเป็นจังซักที สุดท้ายก็ต้องหันไปถามรัฐบาลล่าสุด อย่าง “รัฐบาลประยุทธ์” ว่าจะกล้าแค่ไหนกับการตัดสินใจในเรื่องนี้

เพราะเหรียญมีสองด้าน การขุดคลองไทยก็เช่นเดียวกัน นอกจากจะมีสองด้านทะเล สองด้านมหาสมุทรแล้ว ยังมีสองด้านของประโยชน์ และ โทษ ให้ได้ศึกษาอย่างละเอียดรอบคอบกันต่อไป เรื่องของการขุดคลองไทย ดีจริงหรือไม่? ขึ้นอยู่กับว่าจะมองมิติไหน? และจะแก้ไขปัญหาในอีกมิติหนึ่งได้ดีเท่าไหร่? สุดท้ายคลองไทย ก็ยังคงกลายเป็นตำนานมหากาพย์ ที่คนไทยรอคอยมายาวนานหลายร้อยปีต่อไป …