“โลกตะวันออกใน “สำเภากษัตริย์สุไลมาน”: ภาพสะท้อนประวัติศาสตร์อยุธยาและเอเชียในสายตาของชาวอิหร่านคริสต์ศตวรรษที่ 17″

ภาพประกอบนี้คือภาพคณะราชทูตอยุธยาเข้าเฝ้าจักรพรรดิสุไลมานที่พระราชวังเชเฮล โซตุนหรือพระราชวัง 40 เสา จากหนังสือ “Amoenitatum Exoticarum” ซึ่งถูกวาดขึ้นโดยนักธรรมชาติวิทยาชาวเยอรมันนามว่า “เอ็งเงิลบิร์ต แกมเฟอร์” (Engelbert Kaempfer) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “หมอแกมเฟอร์” ซึ่งในเวลานั้นยังคงทำงานเป็นเลขานุการอยู่ในบริษัท VOC ของดัตซ์ที่กรุงอิสฟาฮานของเปอร์เซียอยู่ครับ

Advertisement

เนื่องจากเมื่อวานนี้ ผมได้ไปเข้าฟังบรรยายในงานสัมมนาบัณฑิตศึกษาของภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในหัวข้อ “โลกตะวันออกใน “สำเภากษัตริย์สุไลมาน”: ภาพสะท้อนประวัติศาสตร์อยุธยาและเอเชียในสายตาของชาวอิหร่านคริสต์ศตวรรษที่ 17″ โดย ผศ.ดร. จุฬิศพงศ์ จุฬารัตน์เป็นผู้นำเสนอ ซึ่งในงานบรรยายครั้งนี้ก็ทำให้ผมได้ทราบถึงรายละเอียดของความสัมพันธ์ระหว่างราชสำนักเปอร์เซียในยุคราชวงศ์ซาฟาวิยะห์/ซาฟาวิดส์ (Safavids empire)กับราชสำนักอยุธยามากยิ่งขึ้น โดยจุดเริ่มต้นแห่งความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศได้เริ่มขึ้นมาอย่างช้าๆตั้งแต่ช่วงกลางราชวงศ์สุโขทัยจนล่วงมาถึงสมัยราชวงศ์ปราสาททอง และครั้นเมื่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ขึ้นครองราชสมบัติด้วยการสนับสนุนของเหล่าขุนนางและกองกำลังเปอร์เซียแล้ว พระองค์จึงได้ตัดสินพระทัยที่จะส่งคณะราชทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับจักรวรรดิเปอร์เซียอย่างเป็นทางการ ซึ่งการเจริญสัมพันธไมตรีในครั้งนี้นับเป็นการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างกรุงศรีอยุธยยากับชาติมหาอำนาจโลกมุสลิมในตะวันออกกลางเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของเราเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม การเจริญสัมพันธไมตรีกับราชสำนักเปอร์เซียกลับพบอุปสรรคครั้งใหญ่ถึงสองครั้ง เพราะกองเรือคณะทูตชุดแรกกลับประสบเหตุลมมรสุมจนอัปปางลง และคณะทูตชุดต่อมาก็ยังเผชิญเหตุโจรสลัดโซมาเลียเข้าปล้นโจมตี แต่กระนั้นราชสำนักอยุธยาก็ยังคงส่งคณะราชทูตชุดที่สามไปยังแผ่นดินเปอร์เซียต่อไป จนกระทั่งในปี ค.ศ.1682 /2225 คณะทูตอยุธยาจึงสามารถเดินทางไปถึงแผ่นดินเปอร์เซียได้สำเร็จ โดยทางราชสำนักเปอร์เซียได้จัดพิธีต้อนรับคณะทูตอยุธยาอย่างยิ่งใหญ่และสมเกียรติยิ่ง และได้เข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิสุไลมาน (Shah Suleiman) ณ พระราชวังเชเฮล โซตุน (Chehel Sotun Palace) หรือที่รู้จักกันในนาม “พระราชวัง 40 เสา” ในกรุงอิสฟาฮาน (Isfahan) ด้วย และโดยผลแห่งการเจริญสัมพันธไมตรีในครั้งนี้ จึงทำให้ราชสำนักเปอร์เซียตัดสินใจที่จะสานสัมพันธ์กับราชสำนักอยุธยาให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น ด้วยการส่งคณะทูตพร้อมกองทหารจำนวนหนึ่งเป็นยังกรุงศรีอยุธยาในอีก 3 ปีต่อมา หรือในปี ค.ศ. 1685/2228

แม้กระนั้น การสานสัมพันธ์ระหว่างอยุธยากับเปอร์เซียกลับไม่ค่อยราบรื่นนัก เพราะผลจากการเรืองอำนาจของอัครเสนาบดีชาวกรีกผู้มีนามว่า “เจ้าพระยาวิไชเชนทร์” หรือ “คอนสแตนติ ฟอลคอน” ที่ได้ให้การสนับสนุนพวกฝรั่งเศสที่เป็นชาวคาทอลิกเหมือนกับตนเสียมากกว่า ได้ทำการสกัดกั้นมิให้คณะทูตเปอร์เซียเข้าเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์ฯ ทั้งที่คณะทูตมาถึงยังกรุงศรีอยุธยาก่อนหน้าคณะทูตฝรั่งเศสเกือบปีแล้ว โดยฟอลคอนได้จัดการนำเหล่าคณะทูตถูกรั้งกักตัวไว้ให้พักผ่อนอยู่ในนครละโว้นานถึง 8 เดือน จึงได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์ยังกรุงศรีอยุธยา ซึ่งก็นับเป็นเวลาที่ฝ่ายสมเด็จพระนารายณ์ฯได้ตัดสินพระทัยเลือกที่จะดึงกำลังของพวกฝรั่งเศสเข้ามาเป็นกองกำลังประจำการและถูกส่งไปยังป้อมบางกอกไปเป็นที่เรียบร้อย และกอปรกับการเสื่อมอำนาจของเหล่าขุนนางเปอร์เซียในราชสำนักที่มีมาก่อนหน้านั้น จึงทำให้การเจริญสัมพันธไมตรีระหว่างทั้งสองประเทศมิได้งอกเงยมากไปกว่านั้นอีกเลยครับ

เรื่องโดย..ภาสพันธ์ ปานสีดา เพจประวัติศาตร์ฮาเฮ