ต้าตาว..ฮีโร่ผู้หยุดการทำลายล้างของคาตานะ ในสงครามโลกครั้งที่ 2

ในบรรดากองทัพที่มีฝีมือเลื่องชื่อในการรบมากที่สุดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น ย่อมไม่พ้นชื่อของกองทัพญี่ปุ่นที่มีทั้งฝีมือในการต่อสู้ประชิดตัวและความห้าวหาญเชิงศึก โดยเฉพาะความบ้าระห่ำในการใช้ดาบเข้าประจัญบานจนทำให้กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรอย่างอเมริกาและอังกฤษยังต้องย่นระย่อ แต่ในความเป็นจริงแล้วยังมีกองกำลังอีกชนชาติหนึ่งที่สามารถต้านทานกองทัพญี่ปุ่นได้ด้วยการรุกรบด้วยดาบอยู่เหมือนกัน โดยกองกำลังที่ว่านั้นคือ “กองพลทหารราบที่ 29 แห่งกองกำลังกู้ชาติจีน” นั้นเอง

Advertisement

ก่อนอื่นต้องขอเกริ่นถึงประวัติศาสตร์จีนในห้วงเวลาก่อนหน้านั้นซักเล็กน้อยว่า หลังจากการล่มสลายของราชวงศ์ชิงแล้ว แผ่นดินจีนได้แตกออกเป็นแคว้นเล็กแคว้นน้อยจนทำให้เขาเรียกยุคนี้ว่า “ยุคขุนศึก” และโดยที่กองกำลังของทุกแคว้นนั้นก็ยังคงใช้อาวุธอย่างดาบ ดาบใหญ่ หอก และง้าวควบคู่ไปกับอาวุธปืนสมัยใหม่ไปด้วย เมื่อกองทัพญี่ปุ่นบุกเข้ามาแล้ว ไม่เพียงแต่กองทหารจีนจะด้อยกว่าในเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์และสมรรถนะในการรบเท่านั้น หากแต่ยังด้อยกว่าในเรื่องวิชาการต่อสู้ด้วยเช่นกัน เพราะกองทัพจีนกลุ่มต่างๆมักจะพ่ายแพ้และปราชัยให้กับการต่อสู้ด้วยดาบและการใช้ดาบปลายปืนของญี่ปุ่นอีกด้วย จึงทำให้กองทัพจีนส่วนมากพากันเลิกใช้ดาบกันไปเสียมาก และเริ่มหันมาใช้ดาบปลายปืนอย่างกองทัพญี่ปุ่นกันมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม กองกำลังบางส่วนของจีนก็ยังคงใช้ดาบในการรบสืบต่อมา โดยกองพลทหารราบที่ 29 ของจีนก็เป็นหนึ่งในนั้นล่ะครับ ซึ่งดาบที่กองพลทหารราบที่ 29 ใช้นั้นคือ “ดาบใหญ่” (Da Dao – 大刀) อันเป็นดาบคมเดียวที่มีใบยาวเพียง 24-27 นิ้วเท่านั้น ซึ่งถือว่าสั้นกว่าดาบของญี่ปุ่นในเวลานั้นอยู่นิดหน่อย หากแต่เอกลักษณ์ของมันคือดาบที่มีใบกว้างและมีสันหนาเหมือนกับอีโต้เล่มยาวเลยล่ะครับ โดยวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ที่สุดของกองกำลังนี้คือ “ยุทธการเฟิ่งโก่ว” นั่นเอง

เพราะในศึกคราวนั้น กองพลที่ 29 เพียง 500 นายได้ต้านทานกองทัพญี่ปุ่นอยู่ 7 วัน 7 คืน โดยที่กองทหารแห่งกองพลที่ 29 เหลือผู้รอดชีวิตเพียง 20 นาย ในขณะที่กองทัพญี่ปุ่นต้องสูญเสียกำลังพลถึง 3,000 นาย เลยทีเดียวล่ะ

เพราะเหตุนี้ ผลจากชื่อเสียงแห่งชัยชนะและการเสียสละของของกองพลที่ 29 นี้จึงทำให้กองกำลังต่างๆล้วนนำดาบยาวชนิดต่างๆ กลับมาใช้ในการรบอีกครั้ง และร่วมกันเข้าขับไล่พวกผู้รุกรานจนออกไปจากแผ่นดินมาตุภูมิของตนในที่สุด

หากถามว่าทำไมดาบนี้มันน่ากลัวอะไรขนาดนั้น?

ในฐานะที่ผมเคยถือดาบใหญ่ทรงนี้มาแล้ว พบว่ามันจะมีน้ำหนักหรือสมดุลที่ส่วนหน้าค่อนข้างมากครับ ทำให้เราไม่ต้องออกแรงมากก็สร้างแรงฟันหรือสับเฉาะได้สูงทีเดียว ในขณะที่ดาบญี่ปุ่นจะมีน้ำหนักหรือสมดุลที่กลางใบ ทำให้ต้องใช้แรงมากกว่าในการฟันพูดง่ายๆคือ ดาบจีนใช้แรงน้อยกว่าดาบญี่ปุ่น แต่การสร้างความเสียหายนั้นพอๆกัน ประมาณว่าแค่ออกแรง “เคาะ” เบาๆ ดาบหรือข้อมือฝ่ายตรงข้ามก็แหกแล้ว (ในทรรศนะของผู้เขียน)

นอกจากนี้ในกองกำลังบางแห่งของจีนยังได้นำดาบเมี่ยวหรือ “ดาบใบหญ้า” อันเป็นดาบที่เคยใช้ต้านกองทัพญี่ปุ่นมาแล้วในสมัยราชวงศ์หมิงกลับมาใช้ในช่วงนั้นด้วยเหมือนกันซึ่งคุณสมบัติของดาบใบหญ้าคือใบยาวเรียวและปลายแหลม สามารถใช้ฟัน ปาด ลาก เฉือน และแทงได้ดีกว่านั่นเอง

เรื่องโดย..ภาสพันธ์ ปานสีดา