“เส้นไหม” ร่วมร้อยเส้นเสียงสืบตำนานคีตศิลป์แห่งสยามประเทศ

กรมหม่อนไหมทดสอบการใช้เส้นไหมในเครื่องดนตรีไทย พบ เสียงโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ เตรียมต่อยอดพัฒนาสู่การใช้เต็มรูปแบบ สืบสานตำนานคีตศิลป์แห่งสยามประเทศ สู่ นวัตกรรมจากภูมิปัญญาไทยโบราณ ยกระดับ “เครื่องดนตรีไทย” สู่เอกลักษณ์ อันทรงคุณค่า

Advertisement

เครื่องดนตรีไทย คีตศิลป์แห่งสยามประเทศ มรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญา จากประวัติศาสตร์อันยาวนานของชาติ กำลังจะถูกยกระดับพัฒนาครั้งสำคัญ กับ การเข้ามามีบทบาทของ “เส้นไหม” อีกหนึ่งในภูมิปัญญาไทย และอยู่คู่สังคม ชุมชน และภาคเกษตรไทยมาช้านาน ซึ่งมีประวัติศาสตร์อันยาวนานเช่นเดียวกัน

ทั้งสองส่วนกำลังถูกร้อยเรียงเข้าด้วยกัน ผ่านการพัฒนาและ ต่อยอดโดยกรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บนแนวทางและเป้าหมายของการ “ร้อยเส้นเสียงสืบตำนานคีตศิลป์แห่งสยามประเทศ” ยกระดับเครื่องดนตรีไทยให้มีความไพเราะและทรงคุณค่า ด้วยการใช้ “เส้นไหม” เป็นส่วนประกอบ ในเครื่องสาย ที่ทั้งช่วยในเรื่องของการสร้างความไพเราะ ทั้งช่วยชุมชน และเกษตรกร ให้มีปลายทางของการผลิตเส้นไหม ทั้งช่วยสืบสานตำนานยกระดับคีตศิลป์ไทย ให้มีเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ เป็นหนึ่งในเทคโยโลยี นวัตกรรม จากภูมิปัญญาไทยอย่างแท้จริง

นางนงลักษณ์ เกตุเวชสุริยา รองอธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “สำหรับความเป็นมาในเรื่องนี้ หลายร้อยปีก่อนเครื่องดนตรีไทยที่เป็นเครื่องสายส่วนใหญ่จะใช้เส้นไหม เรื่องนี้หลายคนยังอาจไม่ทราบ เพราะคุ้นเคยกับปัจจุบันที่เน้นความสะดวกใช้เป็นเส้นเอ็น โดยในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เส้นไหมไทยนอกจากนำมาถักทอให้เป็นผืนผ้าที่สวยงามแล้ว ในอดีตยังได้ใช้เส้นไหมเป็นวัสดุสำหรับสร้างเป็นเสียงของเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสาย จะให้เสียงที่ใสได้เสียงแก้ว มีเสียงไพเราะ เสียงใส เสียงไม่มีแหบเครือ กังวาน มีแก้วเสียงออกมาอย่างชัดเจน เป็นเอกลักษณ์ของเครื่องดนตรีไทย แต่เนื่องจากการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงค่านิยมของคนในปัจจุบัน ทำให้การใช้เส้นไหมเป็นเส้นสายสำหรับการให้เสียงของเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายของไทยมีการเปลี่ยนแปลงและถูกหลงลืมไป

นางนงลักษณ์ เกตุเวชสุริยา รองอธิบดีกรมหม่อนไหม

ทางกรมหม่อนไหม จึงมีแนวคิด และร่วมกับทางกรมศิลปากร โดยดำเนินการนำเส้นไหมมาทดลองใช้กับเครื่องสายในเครื่องดนตรีไทย และสากลใน เบื้องต้น ทั้งหมด 8 ชนิด โดยเครื่องดนตรีไทยประเภทเครื่องสายจะมี อาทิเช่น  ซออู้ ซอด้วง จะเข้ โทน รำมะนา ซึ่งเบื้องต้นนำเอาพันธุ์ไหมทับทิมสยาม สาวออกมาเป็นเส้น นำเอามัดเกลียว ซึ่งจะมัดเกลียวสำหรับเครื่องดนตรีแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน อย่างในซออู้ก็จะใช้ประมาณ 45 เส้น ซอด้วยใช้ประมาณ 20 เส้น ต่างกันไปตามประเภทเครื่องดนตรี และจำนวนเส้น ในเบื้องต้นจากการทดสอบและเปรียบเทียบกับเส้นเอ็นที่ใช้กันในปัจจุบันแล้วพบว่า มีคุณภาพที่ดีกว่า และเน้นเป้าหมายของการทดลอง คือความเป็นดนตรี ที่จะต้องทำให้เกิดความไพเราะมาเป็นอันดับหนึ่ง

ซึ่งผลการทดสอบ โดยคณะอาจารย์ของกรมศิลปากร ให้ความเห็นหลังการทดลองว่า เส้นไหมช่วยให้นักดนตรีมีความนุ่มมือมากขึ้น ไม่เจ็บมือ และมีความทน มีอายุยืนยาว รวมถึงเสียงที่ได้ ทุ้มและกังวาล ซึ่งต่อไป ก็จะเริ่มนำมาให้นักศึกษาโรงเรียนนาฏศิลป์ทั่วประเทศ นำมาทดลองใช้ และสรุปผลเพื่อนำมาพิจารณา พัฒนาปรับปรุงให้เหมาะสมมากยิ่งขึ้นต่อไป

ซึ่งการนำเอาเส้นไหมมาใช้สำหรับเครื่องดนตรีไทย นอกจากจะเป็นการยกระดับความไพเราะและสร้างเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ของความเป็นไทยแล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือผู้เลี้ยงไหม เกษตรกรไทย ให้มีรายได้ และมีอาชีพ เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิต และ ฟื้นฟูเศรษฐกิจของชุมชนได้อีกทางหนึ่งด้วย รวมถึงยังเป็นการสืบสานตำนานแห่งเครื่องดนตรีไทย และไหมไทย เป็นการสนองพระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้านการอนุรักษ์และพัฒนาหม่อนไหมของไทยอีกด้วย

“กรมหม่อนไหมตระหนักถึงความสำคัญของคุณค่าวัฒนธรรมไทยอันเป็นมรดกของชาติ และสนับสนุนการอนุรักษ์มรดกศิลปะและวัฒนธรรมไทย จึงร่วมมือกับกรมศิลปากรในการพัฒนาองค์ความรู้ ฟื้นฟู ส่งเสริมและสืบสานการใช้เส้นไหมไทยธรรมชาติเป็นวัสดุส่วนประกอบดนตรีแบบผสมผสานเครื่องดนตรีไทยและเครื่องดนตรีสากล (วงเครื่องสาย) ตลอดจน ดนตรีไทยและดนตรีสากล ที่มีคุณค่าให้สืบทอดตลอดไป  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์การใช้เส้นไหมไทยธรรมชาติเป็นวัสดุส่วนประกอบดนตรีแบบผสมผสานเครื่องดนตรีไทยและเครื่องดนตรีสากล (วงเครื่องสาย) ผ่านกระบวนการผสมผสานเข้ากับวิวัฒนาการสมัยใหม่ และเป็นทางเลือกหนึ่งของเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมของไทย ที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์จากเส้นไหมโดยนำไปเป็นวัสดุส่วนประกอบเครื่องดนตรีไทย ประเภทเครื่องสาย และสร้างรายได้ให้เกษตรกรได้อย่างน่าสนใจ” รองอธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าว

และนี่คืออีกหนึ่งในภารกิจ พันธกิจ พัฒนาต่อยอดโดยกรมหม่อนไหม ที่ฟื้นฟู เอกลักษณ์ อัตลักษณ์ของความเป็นไทย ให้กลับคืนมามีชีวิตอีกครั้ง กับ การ “ฟื้นฟูการนำเส้นไหมไทยมาใช้เป็นเครื่องสายดนตรีไทย” เป็นการ ร้อยเส้นเสียงสืบตำนานคีตศิลป์แห่งสยามประเทศ” ให้คนไทยได้ภาคภูมิใจในภูมิปัญญาแห่งบรรพชนไทยในด้านคีตศิลป์ ที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอันยาวนาน รวมถึงได้ร่วมยกระดับสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับเกษตรกร และผู้ผลิตไหม อีกด้วย