วอนรัฐบาลทบทวน “มาตราการคนล่ะครึ่ง”..ต้องให้เกิดประโยชน์สูงสุด

นักเศรษฐศาสตร์เชื่อมาตรการกระตุ้นการบริโภคมาตรการคนละครึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจฐานรากกระเตื้องขึ้นบ้างในไตรมาสสี่หากกำกับให้การใช้จ่ายเงินทำได้เฉพาะเป็นร้านค้าขนาดเล็กและขนาดย่อมเท่านั้น ถ้ามาตรการเปิดกว้างให้ใช้ที่ไหนก็ได้เม็ดเงินส่วนใหญ่จะไปอยู่ที่เครือข่ายค้าปลีกของบริษัทขนาดใหญ่เหมือนโครงการชิมช้อปใช้ อัตราการขยายตัวภาคบริโภคอาจกระเตื้องขึ้นโดยภาพรวมแต่ผู้มีรายได้น้อยอาจไม่ได้ประโยชน์มากนัก

Advertisement
นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง

นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง กล่าวถึงมาตรการกระตุ้นการบริโภคมาตรการคนละครึ่งของรัฐบาลอาจช่วยให้เศรษฐกิจฐานรากกระเตื้องขึ้นบ้างในไตรมาสสี่หากกำกับให้การใช้จ่ายเงินทำได้เฉพาะเป็นร้านค้าขนาดเล็กและขนาดย่อมเท่านั้น ถ้ามาตรการเปิดกว้างให้ใช้ที่ไหนก็ได้เม็ดเงินส่วนใหญ่จะไปอยู่ที่เครือข่ายค้าปลีกของบริษัทขนาดใหญ่เหมือนโครงการชิมช้อปใช้

รวมทั้งการกำหนดเงื่อนไขเงินไม่ควรยุ่งยากเกินไปด้วยการให้ประชาชนสามารถเลือกได้ว่าจะใช้สิทธิผ่านแอพพลิเคชัน “เป๋าตัง” หรือรับเงินสด กลุ่มแรกที่รับเงินผ่านแอพพลิเคชัน “เป๋าตัง” ต้องจ่ายเงินอีกครึ่งหนึ่งในการใช้จ่ายและกำหนดเพดานในการจ่ายรายวัน ตามเงื่อนไขที่กระทรวงการคลังกำหนดไว้ก่อนหน้านี้ โดยคนกลุ่มที่จ่ายเงินผ่านแอพพลิเคชัน “เป๋าตัง” ได้รับแจกเงินมากกว่า อาจเพิ่มให้เป็นคนละ 5,000 บาท กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มคนที่ต้องการรับเงินสดโอนเงินเข้าบัญชีโดยตรงเลยมอบให้ท่านละ 2,500 บาท

กลุ่มที่รับเงินสดก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกจากรัฐบาลจัดสรรให้และไม่กำหนดเพดานการใช้ต่อวัน ตอนนี้รัฐบาลต้องให้ร้านค้ารายย่อยไปขึ้นทะเบียน “ถุงเงิน” ของธนาคารกรุงไทยมากที่สุด หากไม่เร่งดำเนินการตามที่กล่าวมาอัตราการขยายตัวภาคบริโภคอาจกระเตื้องขึ้นโดยภาพรวมแต่ผู้มีรายได้น้อยไม่ได้ประโยชน์อะไรมากนักโดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยรายเล็ก การใช้เงินงบประมาณ 45,000 ล้านบาทอาจไม่บรรลุเป้าหมายการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย และ เงินจากมาตรการนี้ควรมอบให้กับผู้มีรายได้น้อย มีรายได้ต่ำกว่า 100,000 บาทต่อปี หรือ เป็นผู้ว่างงานและไม่มีเงินออมหรือทรัพย์สินทางการเงินใดๆ หรือ ผู้อยู่ในฐานข้อมูลลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งจะมีจำนวนไม่ถึง 15 ล้านคน

นายอนุสรณ์ ธรรมใจ กล่าวอีกว่า ด้วยเม็ดเงินงบประมาณ 45,000 ล้านบาท หากประชาชนใช้สิทธิเต็มที่ผ่าน “กระเป๋าตัง” โดยไม่ขอรับเป็นเงินสด จะทำให้เม็ดเงินเพิ่มไปที่ 90,000 ล้านบาท หมุนอย่างน้อย 2-3 รอบจะทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบประมาณ 180,000-270,000 ล้านบาท อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจหรือจีดีพีเพิ่มขึ้นได้อีกอย่างน้อย 0.3% การที่เงินจะหมุนหลายรอบได้ต้องมุ่งเป้าไปที่คนรายได้น้อยที่มีอัตราความโน้มเอียงในการบริโภคสูง เงินต้องใช้จ่ายไปกับผู้ประกอบการรายย่อยเพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศอันนำมาสู่การลงทุน การจ้างงานเพิ่มขึ้นในระบบเศรษฐกิจ