พระราชวังต้องห้ามแห่งจักรวรรดิมองโกล

เมื่อครั้งจักรพรรดิคูบิไล หรือที่รู้จักกันในนาม “กุบไลข่าน” (Kubilai/Kublai Khan) ทรงตัดสินพระทัยสถาปนาเมืองหลวงแห่งใหม่ของจักรวรรดิมองโกลขึ้นที่กรุงจงตู (ทุกวันนี้คือกรุงเป่ยจิง/ปักกิ่ง) โดยฉลองนามกรุงใหม่ว่า “ข่านบาลิค” (Khanbaliq) แล้ว พระองค์ทรงมีบัญชาให้สร้างพระราชวังนามว่า “นครต้องห้าม” (Forbidden city) เพราะแนวกำแพงพระราชวังแห่งนี้ได้ถูกวางเป็นแนวปราการจตุรัสที่มีความกว้างยาวด้านละ 4 ไมล์หรือ 6.44 กิโลเมตรเลยทีเดียว โดยที่เบื้องหลังแนวกำแพงนั้นมีการจำลองภูมิทัศน์แบบทุ่งหญ้ามองโกลเอาไว้ ด้วยการจำลองพื้นส่วนใหญ่ให้เป็นทุ่งหญ้าสเตปป์ พร้อมด้วยทะเลสาบและภูเขาจำลองที่ถูกปลูกสร้างขึ้นมา เพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัยของบรรดาฝูงสัตว์ป่าแห่งทุ่งหญ้า และนกน้ำนานาชนิดอีกด้วย

Advertisement

ส่วนบรรดาสิ่งก่อสร้างอื่นๆนั้น หาได้มีการสร้างหมู่พระตำหนักอันตระการตาเช่นจักรพรรดิจีนหรือเปอร์เซีย แต่กลับมีเพียงหมู่ตึกคลังสรรพาวุธของกองทหารองครักษ์ที่ประจำการยังประตูกำแพงวังทั้งแปด และโดยเฉพาะพระตำหนักหลังมหึมาที่ถูกสร้างเป็นอาคารเรือนไม้แบบเอเชียกลางเอาไว้ออกว่าราชการและรับรองเหล่าคณะทูต ดังที่มีการรายงานเอาไว้ในบันทึกของมาร์โค โปโล (Marco Polo) นักเดินทางชาวเวนิสที่เคยเดินทางมาถึงกรุงข่านบาลิคว่า…

“เป็นพระราชวังที่ใหญ่โตที่สุดเท่าที่ข้าพเจ้าเคยรู้จักมา มีความยาวตั้งแต่ทิศเหนือไปจนจรดทิศใต้ของกำแพง เว้นไว้เฉพาะที่ว่างหรือลานสำหรับให้ผู้คนในวังหรือเหล่าทหารเดินผ่านไปมาได้เท่านั้น ตัวตำหนักไม่มีชั้นบน ทว่าหลังคาสูงมาก ทางเดินบนพื้นล่างสุด หรือระเบียงชั้นแรกของตำหนักสูงขึ้นจากพื้นดินสิบคืบ มีกำแพงหินอ่อนกว้างสองก้าวเป็นแนวยาวตลอดทุกด้านของพื้นระดับนี้ ถัดจากแนวทางเดินเป็นตำหนักที่ตั้งตระหง่าน กำแพงที่ทอดยาวออกไปจึงล้อมรอบตัวตำหนักทั้งหมดเหมือนเป็นรั้วระเบียง ทำให้ผู้ที่เดินอยู่บนนี้พ้นจากสายตาคนภายนอก

“ตลอดแนวด้านนอกของกำแพงนี้เป็นเสาและราวระเบียงที่งดงามมาก บริเวณนี้เป็นที่ซึ่งประชาชนได้รับอนุญาตให้เข้ามาได้ แต่ละด้านของท้องพระโรงใหญ่ และห้องอื่นๆ ล้วนประดับตกแต่งด้วยรูปมังกรที่แกะสลักด้วยมือ และหุ้มด้วยทอง รูปบรรดานักรบ รูปนกและรูปสัตว์ป่านานาชนิด รวมทั้งมีรูปที่แสดงถึงการต่อสู้ในสนามรบด้วย ด้านในของหลังคามีงานศิลปะที่มิได้บรรจงตกแต่งขึ้นจากสิ่งอื่นใด นอกจากทองคำและการเขียนสี ซึ่งหากได้ปรากฏต่อสายตาผู้ใดแล้ว จะสร้างความประทับใจให้กับผู้นั้นเป็นอย่างยิ่ง

“ทั้งที่ด้านของพระตำหนักมีบันไดหินอ่อนที่มีขั้นบันไดกว้างใหญ่มาก เป็นทางเดินขึ้นจากพื้่นดินสู่ระเบียงที่มีรั้วเป็นหินอ่อนล้อมอยู่รอบอาคารและเชื่อมต่อกับทางเข้าสู่ตำหนักด้วย ท้องพระโรงทั้งกว้างและลึกที่สุด สามารถต้อนรับแขกและจัดงานพระราชทานเลี้ยงได้อย่างมโหฬาร ตำหนักประกอบด้วยห้องพักส่วนพระองค์ที่แยกต่างหากจากกันจำนวนมาก ทุกๆห้องงดงามอย่างยิ่ง ด้วยการประดับประดาอย่างวิจิตร จนไม่สามารถนึกภาพออกได้ว่า พวกเขามีวิธีการคิดและตกแต่งออกมาเช่นนี้ได้อย่างไร…”

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจักรพรรดิกุบไลข่านจะทรงสร้างพระราชวังที่มีขนาดใหญ่โตมหึมาถึงเพียงนั้น แต่พระองค์และเหล่าพระราชวงศ์มองโกลก็ยังคงเหลือที่จะใช้ชีวิตในกระโจมแบบชนเผ่าเร่ร่อนต่อไป เพราะองค์จักรพรรดิทรงต้องการที่จะรักษาวิถีชีวิตและราชประเพณีแบบชนเผ่าเร่ร่อนเอาไว้นั่นเอง และเมื่อพิจารณาถึงลักษณะรูปทรงของพระตำหนักและพระราชวังในนครต้องห้ามของพวกมองโกลแล้ว ผมคาดคะเนเอาว่า น่าจะมีลักษณะคล้ายๆกับ “พระราชวังเซเฮล โซตุน” (Chehel Sotun Palace) หรือ “พระราชวังสี่สิบเสา” (“Forty Columns Pavilion”) ในนครอิสฟาฮาน (Isfahan) แห่งอิหร่าน เพราะว่าผู้สร้างพระราชวังเซเฮล โซตุนนั้นคือจักรพรรดิในราชวงศ์ซาฟาวิยะห์ (Safaviyah/Safavids dynasty) อันเป็นราชวงศ์ของชนเผ่าเร่ร่อนที่ได้ลงมาปกครองแผ่นดินเปอร์เซีย โดยจักรพรรดิในราชวงศ์นี้มักจะสร้างพระราชวังเป็นสวนขนาดใหญ่ และมีการสร้างพระตำหนักกลางเอาไว้สำหรับว่าราชการและต้อนรับคณะทูตเหมือนกับราชสำนักมองโกลในอดีตไม่มีผิด จึงทำให้เชื่อได้ว่าพระราชวังของจอมข่านและเหล่าข่านที่ปกครองดินแดนต่างๆ ก็คงจะมีลักษณะหน้าตาไม่ต่างไปจากนี้มากนัก

น่าเสียดายว่า เมื่อกองทัพราชวงศ์หมิงบุกยึดกรุงข่านบาลิคได้แล้ว จักรพรรดิหมิงหวงอู่ก็ทรงมีบัญชาให้เผาทำลายพระราชวังแห่งนี้ลงในที่สุด และเมื่อล่วงถึงรัชสมัยของจักรพรรดิหมิงเฉิงจู่แล้ว พระองค์จึงได้ทรงมีบัญชาให้ย้ายเมืองหลวงจากกรุงหนานจิง (นานกิง) ขึ้นมายังกรุงจงตู หรือข่านบาลิคเดิม และได้สถาปนานามใหม่ว่าเป็น “เป่ยจิง” อันแปลว่า “อุดรราชธานี” (เมืองหลวงฝ่ายเหนือ) และได้สร้างพระราชวังหลังใหม่ขึ้นคร่อมทับบนแนววังของพวกมองโกลแต่เดิม จนกลายมาเป็นพระราชวังต้องห้ามที่เรารู้จักกันในทุกวันนี้นี่แล…

เรื่องโดย..ภาสภาสภัทร ปานสีดา