เลือก “ของเล่น” แบบไหน? ให้เด็กได้มากกกว่า “แค่เล่น”

เพราะการเรียนรู้และทักษะที่ดีเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ การเลือกของเล่นให้เด็กจึงมีความจำเป็นที่จะต้องใส่ใจ และให้ความสำคัญ และสิ่งนี้นับเป็นก้าวแรกแห่งการเรียนรู้

Advertisement

ปัจจุบันต้องยอมรับว่า “โรงเรียน” ไม่ได้เป็นสถานที่แห่งเดียวเท่านั้นที่เด็กๆ สามารถเรียนรู้และพัฒนาทักษะในด้านต่างๆ ได้ เพราะด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ทำให้หลายคนค้นพบว่า “บ้าน” ก็สามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดีของเด็กๆ ได้เช่นเดียวกัน และหนึ่งในตัวช่วยของพ่อแม่ผู้ปกครองที่จะทำให้การเรียนรู้ของเด็กๆ สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้นก็คือ “ของเล่น” นั่นเอง

นางรุจิรา ชิณสุข กรรมการผู้จัดการ บริษัท คิดส์ อีโวลูชั่น จำกัด ผู้จัดจำหน่ายของเล่นเชิงสร้างสรรค์ที่ช่วยพัฒนาทักษะการเรียนรู้รอบด้านให้กับเด็ก เปิดเผยว่า “ของเล่น” ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการเรียนรู้ของเด็กในทุกๆ ด้าน เพราะฉะนั้นถ้าจะเลือกซื้อของเล่นให้ลูกสักชิ้นหนึ่ง ก็อยากให้คุณพ่อคุณแม่คิดสักนิดว่า จำนวนเงินที่จ่ายไปกับสิ่งที่ได้กลับมานั้นมันคุ้มค่ากันหรือไม่ บางครั้งของเล่นราคาแค่หลักร้อย แต่เมื่อนำกลับมาเล่นแล้วจบ ไม่ได้เกิดการต่อยอดอะไร ส่วนตัวถือว่าของเล่นชิ้นนั้นแพง แต่ในกรณีที่เราลงทุนซื้อของเล่นสักชิ้นหนึ่งที่ลูกจะสามารถเล่นไปได้ยาวๆ แล้วต่อยอดไอเดีย สร้างทักษะที่ดีให้กับลูก ช่วยเปิดโอกาสให้ลูกได้ค้นพบตัวเอง นั่นถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าคุ้มราคาที่สุด

“ก่อนจะมาทำธุรกิจนี้ เราก็เป็นคุณแม่คนหนึ่งที่สนใจของเล่นที่สามารถสร้างเสริมหรือต่อยอดความรู้และพัฒนาทักษะให้กับลูกได้ ไม่ชอบซื้อของเล่นประเภทที่เล่นครั้งเดียวแล้วจบ พอวันหนึ่งเรามีโอกาสได้มาทำตรงนี้ จึงพยายามเสาะหาของเล่นจากทั่วทุกมุมโลกที่จะช่วยพัฒนาทักษะให้กับเด็กๆ มาแบ่งปันให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองท่านอื่นๆที่ชอบแนวนี้ด้วย ซึ่งปรากฏว่ามีการตอบรับที่ดี ทำให้รู้ว่าไม่ใช่เราแค่คนเดียวที่คิดว่าของเล่นประเภทนี้ดีต่อลูก จึงเกิดเป็นธุรกิจ คิดส์ อีโวลูชั่น ขึ้นมา จากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็ 5 ปีแล้ว”

นางรุจิรา ชิณสุข กรรมการผู้จัดการ บริษัท คิดส์ อีโวลูชั่น จำกัด

สำหรับเทรนด์ของเล่นที่กำลังได้รับความนิยมในตอนนี้ก็คือ ของเล่นแนว STEM ที่มีลักษณะเหมือนการต่อวงจรไฟฟ้า ซึ่งบ้านเรามีมาประมาณ 2 – 3 ปีแล้ว ของเล่นจะเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำมาแบบสำเร็จรูป ซึ่งง่ายสำหรับเด็ก มีคู่มือบอกรายละเอียดว่าแต่ละตัวเล่นยังไง ทำงานยังไง เด็กก็สามารถต่อตามและดูผลการทดลองที่ได้ บางชิ้นก็เป็นการต่อแบบพื้นฐานทั่วไป ต่อเสร็จแล้วมอเตอร์หมุน ต่อแล้วไฟติด มีเสียง บางชิ้นก็จะเป็นลักษณะของการต่อเครื่องมือวิทยาศาสตร์ เพื่อนำไปวัดอุณหภูมิ วัดระดับเสียง วัดระดับแสงได้ และถึงขั้นต่อยอดให้เด็กสามารถเขียนโปรแกรมเองได้ด้วย

STEM เป็นคำย่อมาจาก Science : วิทยาศาสตร์, Technology : เทคโนโลยี, Engineering : วิศวกรรม และ Mathematic : คณิตศาสตร์ เพราะฉะนั้นเด็กที่เล่นก็จะได้ 4 ศาสตร์นี้พร้อมๆ กัน ในขณะที่การเรียนในห้องเรียน เด็กบางคนอาจไม่ได้ชอบทุกวิชา แต่การเล่นของเล่นแนว STEM จะช่วยให้เด็กเข้าถึงทั้ง 4 ศาสตร์ได้ในเวลาเดียวกัน ทั้งยังเป็นการเรียนรู้ที่สนุกสนานด้วย โดยอุปกรณ์แต่ละตัวมันจะแฝงไปด้วยเทคโนโลยี เมื่อเล่นไปเรื่อยๆ เด็กก็จะเรียนรู้ว่าจะเลือกใช้อุปกรณ์ตัวไหนที่เหมาะกับสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ ของเล่นนี้เหมาะสำหรับเด็กตั้งแต่ 4 ขวบขึ้นไป โดยตัวของเล่นนี้มีตั้งแต่ระดับพื้นฐาน เล่นง่ายๆ ต่อง่ายๆ ไล่เรียงไปถึงระดับแอดวานซ์ที่ทำให้เด็กสามารถเขียนโปรแกรมให้สั่งงานเจ้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ทำงานตามคำสั่งได้ ซึ่งขั้นนี้มีการจัดห้องเรียนเป็นคลาสให้กับเด็กๆด้วย

มาถึงของเล่นอีกชิ้นหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยมเช่นกัน ก็คือ Robo Wunderkind ลักษณะเป็นบล็อคต่อเหมือนเลโก้ แต่เป็นทรงลูกบาศก์ ซึ่งแต่ละบล็อกจะมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อยู่ด้านใน เมื่อนำมาต่อกันในรูปแบบต่างๆ แล้วมันสามารถทำงานตามที่เด็กๆ ต้องการได้ เด็กจะเริ่มตั้งแต่การต่อ การควบคุม การเขียนโค้ด หรือการเขียนโปรแกรม ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ทำมาเพื่อเด็กๆ เป็นแอปพลิเคชั่นที่สามารถดาวน์โหลดลงในสมาร์ทโฟนทั่วไปได้ และให้เด็กเขียนโปรแกรมด้วยโปรแกรมภาพ เมื่อเด็กๆมีความเชี่ยวชาญแล้ว สามารถที่จะพัฒนาไปในขั้นแอดวานซ์ได้เรื่อยๆ โดยเขียนโค้ดเป็นภาษาซี และภาษาไพทอนได้

ประโยชน์ที่เด็กๆ จะได้รับจากของเล่น Robo Wunderkind อย่างแรกเลยก็คือเรื่องมิติสัมพันธ์ เนื่องจากบล็อคแต่ละชิ้นมาเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ มีมอเตอร์ มีล้อ มีสมอง มีหน้า มาให้ทั้งหมด จะไม่มีแบบให้ดูว่าต้องต่อแบบไหน เด็กต้องคิด สร้างสรรค์และประกอบออกมาเอง ดังนั้นสิ่งที่เด็กได้แน่ๆ คือมิติสัมพันธ์…เมื่อเด็กเริ่มชินกับการต่อในรูปร่างต่างๆ เขาก็จะเริ่มคิดสร้างสรรค์ในเรื่องของโรโบติก (Robotics) คือเริ่มคิดว่าจะต่อหุ่นยนต์เพื่อทำอะไร เช่นเห็นคุณแม่เข้าครัวทำขนม ก็อยากจะต่อหุ่นยนต์จับเวลาให้คุณแม่ อันนี้เป็นการนำเด็กเข้าสู่โรโบติกและการคิดนวัตกรรมในเวลาเดียวกัน เรียกได้ว่าเป็นของเล่นที่ไม่มีขอบเขต สร้างสรรค์ไปได้เรื่อยๆ ตามจินตนาการของเด็กๆ เหมาะสำหรับเด็กตั้งแต่ 5 ขวบขึ้นไป

ของเล่นสำหรับเด็กเหล่านี้ ไม่ได้มุ่งหวังว่าในอนาคตลูกๆ เราจะต้องไปเป็นโปรแกรมเมอร์หรือนักสร้างหุ่นยนต์ แต่สิ่งที่เด็กได้นั้นมันเป็นเรื่องของกระบวนการคิดแบบมีตรรกะ เช่นเดียวกับการเขียนโค้ด คือเริ่มจากอะไร แล้วไปตรงไหนต่อ เมื่อเจอปัญหาจะแก้ไขยังไง ทำให้เด็กได้กระบวนการคิดเชิงวิเคราะห์ และแก้ปัญหา ซึ่งทักษะเหล่านี้เด็กสามารถนำไปใช้ได้ทั้งในเรื่องของการเรียน และการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน เพราะทักษะเหล่านี้มันจะซึมเข้าไปในพฤติกรรมโดยปริยาย นี่ต่างหากคือสิ่งที่เราคาดหวังจากของเล่นเหล่านี้

ปัจจุบันมีโรงเรียนหลายแห่งที่นำของเล่นอย่างตัว STEM เข้าไปใช้เสริมการเรียนการสอนในห้องเรียน โดยเฉพาะชุดเครื่องมือวิทยาศาสตร์ต่างๆ ส่วน Robo Wunderkind หลายโรงเรียนก็นำไปให้เด็กๆเล่น เพื่อเน้นให้เด็กมีทักษะในการคิดวิเคราะห์ โดยเราจะมีหลักสูตรเฉพาะสำหรับโรงเรียนสามารถนำ Robo Wunderkind ไปใช้ในห้องเรียนได้เลย ทั้งนี้ เพื่อเป็นการส่งต่อความรู้ในเรื่องของการเลือกของเล่นที่ดีนั้น เรามองว่างาน EdTeX หรือ Thailand’s Education Technology Expo ซึ่งในปีนี้จัดในรูปแบบของ Online Webinar จะเป็นเวทีที่จะสามารถให้เราได้เผยแพร่ความรู้ สู่คนวงการศึกษา รวมถึงผู้ปกครองและนักเรียนได้ จึงเข้าร่วมงานในครั้งนี้ พร้อมอยากเชิญชวนท่านผู้ปกครองและคณาจารย์ที่สนใจในการพัฒนาทักษะของลูกๆ หลานๆ นักศึกษาสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook Fanpage : EDTEXEXPO หรือที่ Website: www.edtex-expo.com

“เราไม่จำเป็นต้องส่งลูกไปเรียนโรงเรียนแพงๆ หรือโรงเรียนที่คนอื่นบอกว่าดี เพราะโรงเรียนไหน ๆ เค้าก็ไม่ได้สอนลูกเราคนเดียวและลูกเราก็คงไม่น่าจะได้สิ่งที่ครูสอนมาทั้งหมดที่อย่างแน่นอน ไม่อย่างนั้นคงไม่มีการเรียนพิเศษในวันหยุดกับเด็กไทย แต่ในบ้านของเรานี่เองที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยเติมเต็มการเรียนรู้ที่ดีให้กับลูกได้ ถ้าเราสามารถเสริมสร้างอะไรให้กับลูกได้จากที่บ้าน หาสื่อดีๆ อุปกรณ์ดีๆ และของเล่นดีๆ มาเสริมได้ ทำไปเถอะได้ประโยชน์เยอะแน่ๆ”