เรียกรถผ่านแอปแบบถูกกฏหมาย ขนส่งสาธารณะยุคดิจิทัล ได้เวลาแล้วหรือยังก็ของมันต้องมี?

ได้เวลาเรียกรถผ่านแอปฯ ออนไลน์แบบสบายใจ ก.คมนาคมชงร่างกฎกระทรวง กรมการขนส่งทางบกจัดเวทีระดมความเห็น นักวิชาการ มธ. แนะตัดทิ้งข้อ 3. หวั่นขัดหลักการยุคดิจิทัล

Advertisement

หลังเป็นปัญหาเรื้อรังมานานหลายปี มีทั้งแรงหนุนแรงต้านจากหลายฝ่าย กับกรณีการใช้บริการรถสาธารณะยุคดิจิทัล ที่ใช้บริการผ่าน “แอปพลิเคชั่น” หรือ บริการออนไลน์ ซึ่งเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นปกติในชีวิตประจำวันของใครหลายคน

แต่ก็ไม่ปกติสำหรับใครหลายคน!! โดยเฉพาะการจะมีกฏหมายรองรับแบบที่ถูกต้อง 100% หรือไม่ปกติกสำหรับบรรดารถรับจ้างสาธารณะที่มีอยู่แล้ว อาจมองว่าเป็นเรื่องลักลั่น เป็นเรื่องที่อยู่นอกกติกา หรือ เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องไม่เป็นไปตามกฏระเบียบ นั่นก็เป็นเรื่องที่ว่าไปตามแต่ละมุมมอง แต่ละบุคคล

จริงๆ แล้วเรื่องของ “รถบริการสาธารณะผ่านระบบออนไลน์ดิจิทัล” ไม่ใช่เรื่องใหม่ สำหรับสังคมไทย และที่ผ่านมาหลายฝ่ายก็พยายามนำเสนอในการจัดระเบียบ และสร้างกติกากฏเกณฑ์ เพื่อให้ทั้งหมดเข้าสู่ระบบและกลายเป็นเรื่องที่ “ถูกต้องตามหลักการและระเบียบของทางราชการ”

กระทรวงคมนาคมก็เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่รับผิดชอบในการกำกับดูแล และพยายามทำเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุด ก็เกิด “ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารแบบบริการทางเลือก พ.ศ. ….” โดยกระทรวงคมนาคม และมีการจัดทำประชาพิจารณ์ โดยกรมการขนส่งทางบก ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบ โดยมีนายธานี สืบฤกษ์ รองอธิบดี (ฝ่ายบริหาร) เป็นประธานฯ และมีหน่วยงานในสังกัดกรมการขนส่งทางบก รวมถึงตัวแทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตำรวจทางหลวง กสทช. สคบ. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ม.ธรรมศาสตร์ ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน ภาคประชาชนผู้ใช้บริการ กรมการท่องเที่ยว กลุ่มผู้ให้บริการแท็กซี่สาธารณะ ฯลฯ เข้าร่วมประชุมฯ รวมกันกว่า 100 คน ณ ห้องประชุม 1 อาคาร 1 ชั้น 3 กรมการขนส่งทางบก

เรียกได้ว่าระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อเข้ามามีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของระบบการขนส่งสาธารณะ ที่กำลังเข้าสู่ยุคดิจิทัลแบบเต็มรูปแบบ!!

รองอธิบดี (ฝ่ายบริหาร) กรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า “ก่อนหน้านี้กรมฯได้เปิดเวทีสาธารณะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียผ่านช่องทางออนไลน์มาก่อนแล้ว แต่เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นที่รอบด้านจึงได้เปิดเวทีนี้ขึ้นมา เพื่อนำมาประกอบการพิจารณานำไปสู่การออกกฎกระทรวงในโอกาสต่อไป จากนั้น ได้เปิดให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้แสดงความเห็นถึงร่างกฎกระทรวงดังกล่าวฯ โดย นายสุรพงษ์ สุขปูรณะ ตัวแทนกลุ่มเครือข่ายรถยนต์รับจ้างแบบบริการทางเลือก (กลุ่มเครือข่ายฯ) กล่าวว่า กลุ่มเครือข่ายฯเห็นด้วยและสนับสนุนร่างกฎกระทรวงฯ ดังกล่าว เพราะจะส่งเสริมให้เกิดนำรถบ้านมาให้บริการรับส่งได้อย่างถูกกฎหมาย แต่ยังมีบางประเด็นที่กลุ่มเครือข่ายฯ รู้สึกเป็นห่วงว่า โดยเฉพาะข้อ 3 เนื่องจากเป็นการจำกัดสิทธิผู้ให้บริการ อีกทั้งยังสุ่มเสี่ยงต่อการก่อให้เกิดระบบซื้อขายใบอนุญาต รวมถึงปัญหาต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นตามมา เช่น อาจมีจำนวนคนขับไม่เพียงพอที่จะตอบสนองผู้ใช้บริการได้ทันท่วงที

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นปัญหาอื่นที่กลุ่มเครือข่ายฯไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะ ข้อ 4 ที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดให้จดทะเบียนรถรับจ้างแบบบริการทางเลือกได้แค่คนละหนึ่งคัน เพราะความเป็นจริงอาจมีบางคนที่มีรถมากกว่าหนึ่งคัน และข้อ 10. การกำหนดอายุการใช้งานของรถยนต์ไม่เกิน 9 ปี โดยเสนอให้ขยายเวลาเป็น 10-12 ปี ตามความสมควรของประเภทรถยนต์

ขณะที่ตัวแทนจากสหกรณ์และสมาคมแท็กซี่ รวมถึง นายฉัตรชัย ภู่อารีย์ นักวิชาการอิสระด้านกฎหมายมหาชน กล่าวแสดงความเห็นในทิศทางเดียวกันตอนหนึ่งว่า พวกเขาไม่ปฏิเสธการนำแอปพลิเคชั่นมาใช้กับรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสาร แต่ไม่ควรใช้กับรถยนต์ส่วนบุคคล ควรใช้เฉพาะรถยนต์รับจ้างสาธารณะ (แท็กซี่) เท่านั้น

ด้านนายมารุต จันทะลือ ตัวแทนเครือข่ายฯ กล่าวว่า ภาครัฐควรเปิดเสรีให้กับคนขับที่ให้บริการรถส่วนบุคคล เหมือนที่ไม่กำหนดโควต้ากับธุรกิจอย่างแท็กซี่ เพื่อให้ทุกคนสามารถประกอบอาชีพหาเลี้ยงปากท้องได้อย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ยากลำบากแบบนี้

“การหันมาขับรถรับจ้างส่วนบุคคลแบบนี้ ทำให้พวกเรามีรายได้จุนเจือครอบครัว ถือเป็นทางออกในยุคโควิดฯที่ทำให้ไม่ต้องเป็นภาระของรัฐบาล ทางกลุ่มเครือข่ายฯ จึงขอเป็นตัวแทนของคนไทยอีกหลายๆ คนที่อาจจะไม่มีโอกาสออกมาแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นดังกล่าว และขอความเห็นใจจากภาครัฐในการพิจารณาร่างกฎกระทรวงฯ ดังกล่าว เพื่อประคับประคองช่วยเหลือคนไทยในภาวะวิกฤตแบบนี้” นายมารุต กล่าว

ด้าน “ดร.สุทธิกร กิ่งแก้ว” หัวหน้าโครงการศึกษาและวิจัย CONC Thammasat ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวถึงร่างกฎกระทรวงว่าด้วยรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารแบบบริการทางเลือก พ.ศ. …. (ร่างกฎกระทรวงฯ) จัดทำโดยกระทรวงคมนาคม ว่า ส่วนตัวสนับสนุนให้มีการนำรถยนต์ส่วนบุคคลมาจดทะเบียนเพื่อให้บริการรับจ้างผ่านแอปพลิเคชันและเข้ามาอยู่ในระบบอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ดร.สุทธิกร กิ่งแก้ว” หัวหน้าโครงการศึกษาและวิจัย CONC Thammasat ม.ธรรมศาสตร์

อย่างไรก็ตาม ยังมีบางประเด็นที่อาจสร้างปัญหาและอุปสรรคต่อการดำเนินงาน โดยเฉพาะ ข้อ 3 ที่ระบุว่า “การรับจดทะเบียนรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารแบบบริการทางเลือก จะจดทะเบียนในจังหวัดใด จำนวนเท่าใด ให้เป็นไปที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา” เพราะเหมือนเป็นการจำกัดโควตา ทำให้กฎกระทรวงฯ ที่ออกมากลายเป็นความล้าหลัง ทั้งที่เทคโนโลยีดิจิทัลวันนี้สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ทั้งจำนวนผู้ให้บริการฯและจำนวนเที่ยวในแต่ละวัน

นอกจากนี้ ผู้ที่เข้ามาอยู่ในระบบรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารแบบบริการทางเลือกส่วนใหญ่มักทำเป็นอาชีพเสริม ที่ต้องการความยืดหยุ่น ไม่ต้องการการผูกมัด ทั้งเรื่องเวลาการทำงานและรายได้ ดังนั้น ตนจึงขอเสนอให้กระทรวงคมนาคม และกรมการขนส่งทางบกตัดทิ้งข้อ 3 ออกไป

ส่วน ดร.เก่งการ เหล่าวิโรจน์กุล ผู้อำนวยการฝ่ายรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ บริษัท แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า ในฐานะผู้ให้บริการแอปพลิเคชั่นแกร็บ รู้สึกยินดีที่กระทรวงคมนาคมเร่งผลักดันแก้ไขร่างกฎกระทรวงฯ เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถนำรถยนต์ส่วนบุคคลมาให้บริการรับจ้างสาธารณะผ่านแอปพลิเคชั่นได้อย่างถูกต้อง เปิดโอกาสสร้างรายได้ อีกทั้งยังสร้างทางเลือกแก่ประชาชนอีก อย่างไรก็ตาม ร่างกฎกระทรวงฯนี้ จะต้องก่อประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ไม่ปิดกั้นโอกาสในการกระจายรายได้และการเติบโตของระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย

“ข้อเสนอแนะทั้งหมดที่มีนั้น กรมการขนส่งทางบกจะนำไปพิจารณาประกอบกับข้อเสนอแนะผ่านช่องทางออนไลน์ก่อนหน้านี้ ส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายนั้น กรมการขนส่งทางบกจะส่งให้ทางสำนักงานกฤษฎีกาพิจารณาอย่างรอบด้านอีกชั้นหนึ่ง” รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก สรุป

เรื่องราวของ รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารแบบบริการทางเลือก หรือ รถบริการสาธารณะผ่านระบบออนไลน์ ที่กำลังจะกลายมาเป็นบริการสำคัญสำหรับประชาชนผู้สัญจร รวมถึงเป็นช่องทางการสร้างงานสร้างเศรษฐกิจ กำลังจะมีความชัดเจนในอีกระดับหนึ่ง แต่สุดท้ายกับข้อเรียกร้องเกี่ยวกับ ประเด็นข้อ 3 ในร่างกฏกระทรวงฉบับนี้ก็มีความสำคัญ

เพราะอำนาจการจะบริหารจัดการจำนวน และ การเลือกผู้ให้บริการในแต่ละพื้นที่เป็นของ กระทรวงคมนาคม ซึ่งก็ไม่หนีที่จะเป็นอำนาจของรัฐมนตรี ที่เดิมๆ คือเป็นเรื่องดุลยพินิจ เรื่องนี้คงต้องไปถกเถียงกันต่อไป ว่า จะเหมาะสมและสมควรมากน้อยเพียงใด เพราะต้องไม่ลืมเหตุผลสำคัญของ ดีมานด์และซัพพลายที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ว่าควรเป็นไปแบบสอดคล้อง เมื่อมีผู้อยากใช้บริการรปริมาณก็เพิ่มขึ้น เมื่อมีผู้ใช้บริการน้อยลง ผู้ใช้บริการก็ลดลงตามปกติ เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องธรรมชาติ การเข้าไปมีส่วนใช้ “ดุลยพินิจ” จะไปส่งผลกระทบต่อภาพรวมของ “ผู้ใช้และผู้ให้บริการหรือไม่?” ตรงนี้ควรพิจารณาให้รอบคอบ