“ผ้าขาวม้า”สายใยแห่งชีวิตตั้งแต่ลืมตาดูโลกจนกลับสู่ดิน

ผ้าขาวม้าเป็นผ้าที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตของคนไทยมารับแต่บรรพกาล และถือว่าเป็นผ้าอเนกประสงค์ที่ใช้ตั้งแต่ลมหายใจแรกของชีวิตไปจนถึงลมหายใจสุดท้าย หลายคนอาจเข้าใจว่าผ้าขาวม้าจริงๆแล้วเป็นผ้าที่มีพื้นถิ่นมาจากภูมิภาคอุษาคเนย์นี้มาแต่เดิม แต่จริงๆแล้วคำว่า “ขาวม้า” ไม่ใช่คำไทยแต่มาจากคำว่า “กามาร์” หมายถึง เอว หรือ ท่อนล่างของร่างกาย..ครับ!มันเป็นคำในภาษาเปอร์เซีย

Advertisement

“กามาร์บันด์” (Kamar band) คือเข็มขัด ผ้าพัน หรือ คาดสะเอว พอจะเดาออกแล้วใช่ไหมครับว่าผ้าขาวม้าของเราจริงๆแล้วมีถิ่นฐานมาจากไหนกันแน่..

“อาภรณ์พันธ์ จันทร์สว่าง” อธิบายไว้ในงานวิจัย เรื่อง “ผ้าขาวม้า”ว่า “ผ้าขาวม้า” เป็นคำที่เพี้ยนมาจากคำว่า “กามา” (Kamar) ซึ่งเป็นภาษาอิหร่านที่ใช้กันอยู่ที่ประเทศสเปน เข้าใจว่าสเปนเอาคำว่า “กามา” ของภาษาแขกไปใช้ด้วย เพราะในประวัติศาสตร์ ประเทศทั้งสองมีการติดต่อกันมาช้านาน

สำหรับในสยามประเทศ เชื่อว่าผ้าขาวม้ามีใช้กันมานานแล้ว จากหลักฐานข้อมูล แแสดงให้เห็นว่คนไทยรู้จักใช้ผ้าขาวม้ามาตั้งแต่ สมัยพุทธศตวรรษที่ 16 ถ้านับเวลาย้อนไป จะตรงกับยุคสมัยเชียงแสน ซึ่งในสมัยนั้นผู้หญิงมักนุ่งผ้าถุง ส่วนผู้ชายเริ่มใช้ผ้าเคียนเอว (ผ้าขาวม้า) ซึ่งได้วัฒนธรรมมาจากไทยใหญ่ (ไทยใหญ่ใช้โพกศีรษะ) ส่วนไทยเรายังมุ่นมวยผมอยู่ เมื่อเห็นประโยชน์ของผ้าจึงนำมาใช้บ้าง แต่เปลี่ยนมาเป็นผ้าเคียนเอว เมื่อเดินทางไกลจึงนำมาใช้อำนวยความสะดวกได้มากกว่า เช่น ใช้ห่ออาวุธ และเก็บสัมภาระในการเดินทาง ปูที่นอน นุ่งอาบน้ำ ใช้เช็ดร่างกาย เมื่อไทยใหญ่เห็นประโยชน์ของการใช้ผ้า จึงนำมาเคียนเอวตามอย่างบ้าง

“เคียน” เป็นคำไทย มีความหมายตามพจนานุกรม คือ พัน ผูก พาด โพก คาด คลุม เมื่อนำมารวมกับคำว่า “ผ้า” และส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย เช่น เอว จึงมีความหมายว่า เป็นผ้าสำหรับคาดเอว ซึ่งคนไทยโบราณจะรู้จัก “ผ้าเคียนเอว” มากกว่า “ผ้าขาวม้า” เนื่องจากใช้เรียกกันมาแต่โบราณ ส่วนคำว่า “ผ้าขาวม้า” มานิยมใช้เรียกกันในภายหลัง

หลักฐานที่แสดงว่าคนไทยเริ่มใช้ผ้าขาวม้าในสมัยเชียงแสน มีปรากฎให้เห็นจากภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ วัดภูมินทร์ จ. น่าน และเมื่อดูการแต่งกายของ หญิง – ชาย ไทยในสมัยอยุธยา จากภาพเขียนในสมุดภาพ “ไตรภูมิสมัยอยุธยา” ราวต้นศตวรรษ ที่ 22 จะเห็นได้ว่าชาวอโยธยานิยมใช้ผ้าขาวม้าพาดบ่า คาดพุง หรือนุ่งโจงกระเบนแล้วใช้ผ้าขาวม้าคล้องคอตลบห้อยชายทั้งสองข้างไว้ด้านหลัง สมัยรัตนโกสินทร์ชาวไทยทั้งชาย – หญิงนิยมใช้ผ้าขาวม้ามาทำประโยชน์กันมากยิ่งขึ้น โดยไม่จำกัดแต่เพียงเพศชายอย่างเดียวเหมือนในอดีต และไม่จำกัดเฉพาะทำเป็นเครื่องตกแต่งร่างกายอย่างเดียว

“ผ้าขาวม้า” เป็นอาภรณ์อเนกประสงค์ มีลักษณะเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ส่วนใหญ่ทอมาจากฝ้าย แต่บางครั้งอาจทอจากเส้นไหม ในบางท้องถิ่นนิยมทอจากเส้นด้ายดิบและเส้นป่าน นิยมทอสลับสีกันเป็นลายตาหมากรุกหรือเป็นลายทาง โดยมากผลิตในแถบภาคเหนือหรือภาคอีสาน มีขนาดความกว้าง – ยาวแตกต่างกันออกไป ส่วนใหญ่จะกว้างประมาณ 3 คืบ ยาว 5 คืบ อายุของการใช้งานจะประมาณ 1 – 3 ปี สำหรับราคาก็จะแตกต่างกันออกไปตามวัสดุที่ใช้ (ถ้าเป็นผ้าไหมเนื้อดีจะมีราคาแพง ซึ่งนิยมใช้แตะพาดบ่า หรือพาดไหล่)

“ผ้าขาวม้า” เป็นอาภรณ์ที่อยู่คู่กับคนไทยมาทุกยุคทุกสมัย โดยนิยมใช้กันทั่วๆไปโดยเฉพาะตามชนบท โดยประวัติผ้าขาวม้าอาจจะไม่ใช่ผ้าของคนไทย แต่ระยะเวลาที่ยาวนานกว่า 900 ปี ที่ผ่านไป ผ้าขาวม้านับได้ว่าเป็นผ้าสารพัดประโยขน์อย่างแท้จริง เพราะอย่างน้อยด้วยรูปลักษณ์และลวดลายที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้รวมไว้ทั้งศาสตร์แห่งสีสันและศิลป์แห่งลายผ้าไทยนำมาผสมผสานกันอย่างกลมกลืน

ผ้าขาวม้าเป็นผ้าที่อำนวยความสะดวกให้กับคนไทยมาหลายศตวรรษ โดยไม่มีทีท่าว่าจะสูญหายไปง่ายๆ เนื่องด้วยประโยชน์ของผ้ามีมากมายนานัปการ ทั้งนี้เพราะผ้าขาวม้ามีความเกี่ยวข้องกับวิถีทางแห่งการดำรงชีวิตมากมายหลายอย่างด้วยกัน จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า

 “ผ้าขาวม้า” คือสิ่งมหัศจรรย์แห่งสายใยที่ถักทอไว้อย่างประณีต จากตำนานกาลเวลา และคุณค่าอันน่ายกย่อง สรุปความได้ว่าประโยชน์ของผ้าขาวม้าใช้กันตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย

1. ใช้นุ่งอาบน้ำ

2. ทำความสะอาดร่างกาย

3. ใช้ซับเหงื่อ

4. ปูรองนั่ง

5. นอนโพกศีรษะกันแดด

6. โพกศีรษะกันแดด

7. ผูกทำเปล

8. ใช้นุ่งอยู่บ้านแทนกางเกง

9. คาดเอว

10. ห่ม – คลุม ร่างกาย

11. ใช้ห่อของแทนย่าม

12. นุ่งกระโจมอกแทนผ้าถุง

13. ปัดฝุ่น – แมลง – ยุง

14. ใช้มัดแทนเชือก

15. ใช้ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า

16. ม้วนหนุนแทนหมอน

17. บังแดด – ฝน – ลม

19. ทำความสะอาดสิ่งของ – เครื่องใช้ 20. ใช้เช็ดตัวแทนผ้าเช็ดตัว

21. ทำผ้าขี้ริ้ว – พรมเช็ดเท้า ( เมื่อชำรุดแล้ว )

22. ใช้โบกแทนพัด

23. ใช้แทนผ้าพันแผล

24.ทำผ้ากันเปื้อน

25. คลุมโต๊ะ

26.ผ้าอนามัยสำหรับคุณผู้หญิง

27. ทำผ้าอ้อมสำหรับเด็ก

28. อุปกรณ์การเล่นของเด็ก

29. ผูกคอตาย ( ยามสิ้นคิด ) ฯลฯ