ศาลฎีกายืนยกฟ้อง 6 แกนนำพธม. อีก 3 โดนคุก 8 เดือน คดีชุมนุมไล่ “รัฐบาลสมัคร”

ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง 6 แกนนำพธม. “จำลอง-สนธิ-สุริยะใส” รอด ส่วน “ไชยวัฒน์-อมร-เทิดภูมิ” โดนคุก 8 เดือนไม่รอลงอาญา คดีชุมนุมไล่ “รัฐบาลสมัคร” ปี 51

Advertisement

ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีดำอ.3973/2558 ที่พนักงานอัยการคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง 9 แกนนำ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) คือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง, นายสนธิ ลิ้มทองกุล, นายพิภพ ธงไชย, นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์, นายสมศักดิ์ โกศัยสุข, นายสุริยะใส กตะศิลา, นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์, นายอมร อมรรัตนานนท์ หรือ รัชต์ยุตม์ ศิรโยธินภักดี และ นายเทิดภูมิ ใจดี อดีตแกนนำ พธม.เป็นจำเลยที่ 1-9 ในความผิดฐานร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจาหรือวิธีอื่นใดฯเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงรัฐบาลโดยใช้กำลังข่มขืนใจหรือใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนในหมู่ประชาชนและก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร , ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คน ขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง โดยเป็นหัวหน้าหรือเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการโดยผู้กระทำคนหนึ่งคนใดมีอาวุธ และเมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิก แต่ไม่เลิก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 , 215 , 216 กรณีที่มีการรวมตัวชุมนุมต่อต้านและขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2551

โดยคดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2560 ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1-6 เนื่องจากเป็นการฟ้องจำเลยซ้ำกับคดี พธม. บุกรุกทำเนียบรัฐบาล หมายเลขดำ อ.4925/2555 อัยการโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 7-9 นั้น ศาลเห็นว่าการกระทำเป็นความผิดฐานมั่วสุม 10 คนขึ้นไปก่อความวุ่นวายในบ้านเมืองฯ ตามมาตรา 215 วรรคหนึ่ง แต่เห็นควรให้รอการกำหนดโทษจำเลยที่ 7-9 ไว้ก่อนมีกำหนด 2 ปี

ต่อมาศาลอุทธรณ์อ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2562 ยกฟ้องจำเลยทั้งหมด โดยยกฟ้องจำเลยที่ 1-6 เนื่องจากเห็นว่าอัยการโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 7-9 นั้น ไม่ได้กระทำความผิดฐานก่อความวุ่นวายตามมาตรา 215 วรรคแรก แม้โจทก์จะมีพยานเจ้าหน้าที่เบิกความกรณีผู้ชุมนุมต่อสู้ขัดขวางการปฏิบัติงาน จากการที่เจ้าหน้าที่ได้เข้ารื้อเวทีและเต๊นท์ของกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งกรณีดังกล่าวไม่ได้เริ่มจากกลุ่มผู้ชุมนุม และที่มีการตรวจค้นพบขวานและเหล็กแป๊บในพื้นที่ภายหลังกลุ่มผู้ชุมนุมขนย้ายเต๊นท์และข้าวของออกไปหมดแล้ว จึงค่อนข้างผิดวิสัย อีกทั้งก็ไม่ได้ค้นพบจากตัวผู้ชุมนุม ทำให้มีข้อสงสัยว่าอาจจะไม่ใช่ของผู้ชุมนุมเอง เห็นว่าการชุมนุมของกลุ่ม พธม.เป็นการชุมนุมโดยสงบ ใช้สิทธิของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ ต่อมาอัยการโจทก์ยื่นฎีกา ขอให้ลงโทษจำเลย

โดยวันนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีที่อัยการโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1-6 เป็นการฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ อ.1877/2558 และคดีหมายเลขแดงที่ อ.1878/2558 หรือไม่ เห็นว่า การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นกดดันให้ให้รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวชลาออก ซึ่งโจทก์ฟ้องเป็นหมายเลขแดงที่ อ.1877/2558 และคดีหมายเลขแดงที่ อ.1878/2558ไปแล้วกับความผิดในคดีนี้ ซึ่งเป็นความผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปแล้วก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา116 และ 215 ดังนั้นจึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1-6 อีก ถือว่าเป็นคดีที่มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว โจทก์จึงนำการกระทำความผิดในคราวเดียวกันมาฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1-6 เป็นคดีนี้อีกไม่ได้จึงเป็นการฟ้องซ้ำ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

ส่วนจำเลยที่ 7-9 นั้น เห็นว่า ได้ผลัดเปลี่ยนกันตั้งแต่วันที่ปราศรัยเชิญชวนให้ประชาชนมาร่วมชุมนุมบนท้องถนนอันเป็นการขีดขวางถนนสาธารณะ และมีจุดมุ่งหมายจะขับไล่นายกรัฐมนตรี เฉพาะอย่างยิ่งจำเลยที่ 7 ยังเดินทางไปปิดถนนมิตรภาพ จ.นครราชสีมา ส่วนจำเลยที่ 8 ก็ไปที่สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยด้วยตนเอง แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 7 และ 8 มีส่วนร่วมกับจำเลยอื่นที่เป็นแกนนำในลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำ การกระทำของจำเลยที่ 7-9 ที่จัดชุมนุมที่มีการปิดกั้นการจราจร จึงเป็นการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ตามความผิดมาตรา 215 แล้ว แม้จะขึ้นปราศรัยบนเวที แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฎว่าจำเลยที่ 7-9 มีอำนาจสั่งการหรือเป็นหัวหน้าที่ร่วมในการออกแถลงการณ์และกำหนดวิธีการชุมนุมในนามของกลุ่มผู้ชุมนุมด้วย จึงไม่เป็นผู้มีอำนาจสั่งการ หรือเป็นหัวหน้า และเมื่อไม่ปรากฏว่าผู้ชุมนุมมีอาวุธ จึงไม่ผิดมาตรา 215 วรรคสองด้วย แต่เมื่อปรากฎว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปเจรจากับจำเลยที่ 7-9 ขอให้ยุติการชุมนุม แต่ไม่เลิก การกระทำของจำเลยที่ 7-9 จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 216

รวมทั้งการที่จำเลยที่ 7-9 ร่วมกันชุมนุมและปราศรัยโดยยกระดับจากคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการขับไล่นายสมัครให้ลาออกจากตำแหน่ง และประกาศให้ประชาชนใช้กำลังบุกยึดพื้นที่ของรัฐที่เป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน ถือเป็นการกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจาหรือวิธีอื่นใด อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ส่วนการยุยงส่งเสริมให้ประชาชนไม่ต้องชำระค่าไฟ ค่าน้ำประปานั้น ย่อมทำให้เกิดความปั่นป่วนในหมู่ประชาชน และส่งผลกระทบต่อระบบราชการบริการสาธารณะ การกระทำของจำเลยที่ 7-9 จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมาย มาตรา 116 (2) (3) และเมื่อการร่วมกันทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองและฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานที่สั่งให้เลิกไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215, 216 เกิดขึ้นจากการที่จำเลยที่ 7-9 ร่วมกันปราศรัยยุยงซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 (2) (3)

ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 7 ต่อจากโทษในคดีหมายเลขดำที่ อ.1279/2556 ของศาลชั้นต้น และนับโทษจำคุกจำเลยที่ 8 และ 9 ต่อจากโทษในคดีหมายเลขดำที่ 873/2556 ของศาลชั้นต้น เนื่องจากคดีดังกล่าวไม่ปรากฎว่าศาลชั้นต้นได้มีพิพากษาแล้ว จึงไม่อาจนับโทษต่อจากคดีดังกล่าวได้จึงพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 7-9 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215 วรรคแรก ,216,116 (2) (3) ประกอบมาตรา 83 การกระทำเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 116 (2) (3) ซึ่งเป็นบทหนักสุด จำคุกคนละ 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 7-9 คนละ 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยไม่รอลงอาญา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังศาลพิพากษาเสร็จ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จึงได้นำตัว นายไชยวัฒน์ ,นายอมร และนายเทิดภูมิ จำเลยที่ 7-9 ไปยังห้องควบคุมชั้นล่างศาลอาญา ก่อนที่จะคุมตัวไปยังเรือนจำกลางพิเศษกรุงเทพฯต่อไป ส่วนจำเลยที่ 1-6 ซึ่งศาลยกฟ้อง ต่างทยอยเดินทางกลับ โดยไม่ให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด