ข้าวเหนียวมะม่วงเป็นของใคร?..มาจากไหน ของไทยจริงหรือ..??

นับเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นและน่าชื่นชมที่ “น้องมิลลิ ดนุภา คณาธีรกุล” นักร้องหญิงแรปเปอร์ไทยได้มีโอกาสไปขึ้นเวทีคอนเสิร์ตเทศกาลดนตรีและศิลปะโคเชลลาแวลลีย์ (The Coachella Valley Music and Arts Festival) และสิ่งที่สร้างความฮือฮาให้กับคนไทยมากที่สุด นอกจากเนื้อเพลงที่สะท้อนถึงความเป็นจริงที่สังคมไทยกำลังเป็นอยู่ในเวลานี้ก็คือการที่เธอเอา “ข้าวเหนียวมะม่วง” หนึ่งในขนมพื้นบ้านของไทยเราขึ้นไปกินบนเวที จนเกิดกลายเป็นกระแสข้าวเหนียวมะม่วงฟีเวอร์ใน ณ เวลานี้ เพราะว่าทำเอาพี่น้องชาวไทยที่อยู่ทางนี้พากันแห่ไปอุดหนุนบรรดาร้านข้าวเหนียวมะม่วงที่อยู่ใกล้บ้านกันยกใหญ่เลยทีเดียวล่ะครับ

Advertisement

อย่างไรก็ตาม ผลจากกระแสข้าวเหนียวมะม่วงนี้ก็ทำให้ “เพื่อนบ้าน” ของชาติเราบางประเทศต้องรีบมากระโดดคว้าความเป็นเจ้าของอย่างเสียมิได้ตามนิสัย และแน่นอนว่าก็ยังมีคนไทยบางคนพานจะคล้อยตามไปกับเขาอีกต่างหาก จนผมคงต้อขอออกมาพูดอะไรกันซักนิดซักหน่อยละกันนะครับ

ประการแรก – เราต้องเข้าใจก่อนนะครับว่า “วัฒนธรรมข้าว” ถือว่าเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของภูมิภาคอุษาคเนย์ เพราะทุกชนชาติในอุษาคเนย์ล้วนทานข้าวเหมือนกันหมด โดยเฉพาะ “ข้าวเหนียว” (sticky rice) นั้นถือว่าเป็นข้าวที่คนในภูมิภาคนี้ล้วนแต่กินมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์แล้ว และเราจะสังเกตได้ว่าในบรรดาเมนูอาหารของคนไทยตั้งแต่ภาคเหนือสุดจนถึงใต้สุดล้วนแต่มีข้าวเหนียวเหมือนกัน โดยหลักฐานที่แสดงถึงความผูกพันระหว่างคนพื้นเมืองกับข้าวเหนียวนั้นปรากฏจากหลักฐานทางโบราณคดีที่ถ้ำปุงฮุง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพราะเมื่อมีกําหนดอายุด้วยกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์แล้วพบว่าข้าวเหนียวแห่งถ้ำปุงฮุงมีอายุราว 2,500-3,000 ปีก่อนคริสต์ศักราชเลยทีเดียว อันบ่งบอกคนในแถบนี้รู้จักข้าวเหนียวมานานมากแล้ว

นอกจากข้าวเหนียวแล้ว ในแถบภาคเหนือของไทยก็ยังมี “ข้าวดอย” หรือข้าวพื้นเมืองที่คนภูเขายังคงปลูกอยู่ในทุกวันนี้ก็มีลักษณะคล้ายคลึงกับข้าวเหนียวเป็นอย่างมาก และด้วยลักษณะเนื้อเมล็ดที่อวบสั้่นและเหนียวนิ่มของข้าวเหนียวนี้ที่อุดมไปด้วยสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตอย่างสูงนี่เอง จึงทำให้มันกลายมาเป็นข้าวที่เหมาะแก่การนำมาถนอมเก็บรักษาด้วยการนึ่งแล้วเก็บไว้ในภาชนะที่มิดชิดเพื่อสามารถเก็บไว้ทานได้นานหลายๆวัน หรือแม้แต่ถูกนำมาใช้บ่มเก็บเพื่อทำเป็นสุราพื้นถิ่นอีกด้วย ในขณะที่วัฒนธรรมข้าวเจ้าหรือข้าวสวยนั้นเป็นวัฒนธรรมใหม่ที่เรารับเข้ามาจากจีนทางตอนใต้และอินเดีย เพราะสองวัฒนธรรมนี้มีการปลูกข้าวเม็ดเรียว เนื้อร่วน แต่ไม่สู้จะทนทานหรือเก็บได้นานเท่ากับข้าวเหนียว จึงทำให้พวกข้าวเจ้ามักถูกนำไปแปรรูปเป็นพวกอาหารเส้นต่างๆ อย่างเส้นก๋วยเตี๋ยวที่เราชอบเรียกว่า “หมี่ขาว” แบบต่างๆนั้นก็มาจากวัฒนธรรมอาหารของชาวจีนแดนใต้ และนอกจากนี้ก็ยังมี “ขฺนํจินฺ “(ခၞံစိန် – ขะนอมจิน) ของชาวมอญที่จะกลายมาเป็น “ขนมจีน” อาหารเส้นที่ชาวไทยเราชอบทานไม่ต่างจากข้าวสวยกันนั่นเองล่ะครับ

เพราะฉะนั้น หากจะสรุปในเบื้องต้นแล้วก็พอจะเห็นได้ว่าวัฒนธรรมข้าวนั้นถือว่าเป็นวัฒนธรรมร่วมของคนในภูมิภาคนี้ที่เก่าแก่และยาวนานจนเกินกว่าที่จะใช้บริบทของความเป็นรัฐชาติมาเป็นตัวกำหนดได้ด้วยซ้ำไป แต่ผมก็พอที่จะพบหลักฐานที่บ่งบอกว่าข้าวเหนียวมะม่วงมีความเป็นมาจากดินแดนแว่นแคว้นถิ่นสยามของเราแน่ๆนั้นก็คือเครื่องปรุงอย่าง “น้ำกะทิ” (Coconut milk) ครับ

ประการที่สอง – แม้ผมต้องขอบอกว่า จุดเริ่มต้นของน้ำกะทินั้นเป็นภูมิปัญญาการปรุงอาหารวัฒนธรรมอาหารที่เรารับอิทธิพลมาจากอินเดียใต้ (south india) อีกทอดหนึ่ง ซึ่งจุดกำเนิดของน้ำกะทินั้นมาจากการที่อาหารอินเดียที่ได้รับอิทธิพลมาจากพวกมุสลิมที่ลงมาปกครองดินแดนทางเหนือของอินเดียครับ และเนื่องจากพวกมุสลิมในอินเดียเหนือนั้นมักสืบวงศ์วานมาจากพวกชนเผ่าเร่ร่อนในเอเชียกลาง อย่างเช่นกลุ่มราชวงศ์สุลต่านแห่งเดลฮี (sultanate of delhi) ก็สืบวงศ์มาจากพวกเตอร์กิค (turkic) ซึ่งเป็นชนเผ่าเร่ร่อนจากเอเชียกลาง และโดยเฉพาะราชวงศ์มูฆัล/โมกุล (Mughal dynasty) ซึ่งเป็นราชวงศ์มุสลิมอันยิ่งใหญ่ที่เคยปกครองทั่วทั้งอนุทวีปอินเดียนั้นก็เป็นชาวมองโกล – เติร์ก (Turco – mongol) หรือชาวมุสลิมมองโกลที่อาศัยอยู่ในเอเชียกลางมาก่อนเหมือนกันน จึงทำให้เกิดการผสมผสานวัฒนธรรมทางอาหารด้วยการนำนมและเนยมาใช้ปรุงอาหารด้วยนั่นเอง แต่เนื่องจากดินแดนทางใต้เป็นแดนมรสุมและมีต้นมะพร้าวเยอะ ชาวอินเดียใต้จึงได้ประยุกต์นำเนื้อมะพร้าวมาคั้นเป็นน้ำ จนกลายมาเป็นน้ำกะทิเพื่อทดแทนนมวัวแบบอาหารทางเหนือนั่นเอง และภูมิปัญญาการปรุงอาหารด้วยน้ำกะทินี้ก็สืบทอดมาทางชาวอินเดียใต้กลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะพวกกลุ่มประชาคนอินโด – เปอร์เซีย (Indo – Persian) หรือกลุ่มชาวมุสลิมนิกายชีอะห์จากอิหร่านและอินเดียใต้ที่เดินทางเข้าสู่ภูมิภาคนี้ต่างได้มาขึ้นฝั่งทะเลอันดามันในที่ช่วงกรุงศรีอยุธยาเข้าไปมีอิทธิพลในดินแดนแถบนั้นกันทั้่งสิ้น และนอกจากบรรดาชาวมุสลิมอินโด – เปอร์เซียเหล่านี้จะเข้ามาทำการค้าหรือรับราชการในราชสำนักอยุธยาแล้ว พวกเขาก็ยังได้นำภูมิปัญญาด้านการปรุงอาหารแบบอินเดียใต้เข้ามาในราชสำนัก และแน่นอนว่าด้วยความที่คนไทยเราเองชอบกินหวานมาแต่ไหนแต่ไร เราก็เลยเอาน้ำกะทิมาปรุงใส่ในของหวานต่างๆด้วย มันก็เลยเกิดเป็นขนมของหวานที่มีเครื่องปรุงเป็นน้ำกะทิแบบไทยๆขึ้นมานี่ล่ะครับ

อย่างไรก็ตาม เราไม่พบหลักฐานว่าคนไทยเริ่มกินข้าวเหนียวที่ปรุงด้วยน้ำกะทิและมะม่วงกันมาตั้งแต่เมื่อไหร่กันแน่ แต่ที่แน่ๆก็คือการเข้ามาของภูมิปัญญาการใช้น้ำกะทิในการปรุงอาหารนั้นเริ่มมาจากไทยก่อนดังที่ได้กล่าวไปแล้ว และจากนั้นจึงค่อยๆเริ่มแพร่หลายออกไปในภายหลัง ไม่ว่าจะโดยการอพยพของชาวมุสลิมบนเส้นทางการค้าทางทะเล หรืออิทธิพลทางการเมืองในฐานะที่ไทยหรือสยามเคยเป็นเจ้าอธิราชปกครองประเทศใหญ่น้อยต่างๆในภูมิภาคแผ่นดินใหญ่ ซึ่งก็รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านที่ผมได้กล่าวถึงในเบื้องต้นนั่นเอง

เพราะฉะนั้น เราต้องยอมรับว่าวัฒนธรรมข้าวเหนียวจึงถือว่าเป็นวัฒนธรรมร่วม แต่เมื่อคนไทยเราคิดเอาน้ำกะทิซึ่งเป็นภูมิปัญญาอย่างแขกใส่ลงไปแล้วก็ย่อมกลายเป็นอาหารในวิถีของคนไทยในที่สุด ส่วนเรื่องที่ชาติเพื่อนบ้านเรากล่าวอ้างก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเขาก็ชอบเกาะกระแสเป็นธรรมดาตามสัญชาติของเขาอยู่แล้ว…

จบข่าว

เอวัง

เรื่องโดย ภาสพันธ์ ปานสีดา

ภาพ..คำเกิ้ม