เลขไทย เลขอารบิก เลขนี้เป็นของใคร และสำคัญไฉน?!?!..

ในเมื่อตอนนี้ได้มีเหตุกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้ออกมาเรียกร้องให้ยกเลิกการใช้ระบบเลขไทยในเอกสารราชการ จนทำให้ผู้ใหญ่หลายๆท่านและคนที่ยึดมั่นในวัฒนธรรมไทยอย่างแรงกล้าออกมาต่อต้าน ด้วยเหตุว่านี้คือมรดกของชนชาติไทยที่มีมาอย่างยาวนานนับร้อยปี แต่แล้วมันก็ชักจะเจ้าล่อเจ้าเถิดไปกันใหญ่เมื่อฝ่ายเด็กรุ่นใหม่ก็แย้งสวนให้ว่าเลขไทยแท้มีที่ไหน เลขไทยนั้นมาจากเลขเขมรอีกต่างหาก ซึ่งเมื่อผู้ใหญ่โดนเด็กสวนเข้าให้ก็พานทำเอาของขึ้น กลายเป็นเรื่องที่เถียงกันไปมากจนลุกลามบานปลายจนกลายเป็นการประชดประชันที่หาสาระกันไม่ได้เสียแล้วล่ะครับ ซึ่งล่าสุดก็ถึงขั้นให้ยกเลิกระบบพุทธศักราชกันเข้าไปอีกต่างหาก

Advertisement

เอาล่ะ ผมขอแบ่งประเด็นออกเป็นสองข้อใหญ่ๆดังนี้นะครับว่า

1. ความเป็นมาของเลขไทย – ใช่ครับ เลขไทยมีที่มาจากระบบอักขระและเลขเขมรจริง ข้อนี้ผมไม่เถียง แต่เราต้องทำความเข้าใจอีกชั้นหนึ่งว่าแล้วระบบอักขระและตัวเลขของเขมรนั้นมีที่มาจากไหน?

คำตอบคือมีที่มาจาก “ระบบอักขระปัลลาวะ” (Pallava script) โดยเรียกตามนามแห่ง “ราชวงศ์ปัลลวะ” (Pallava dynasty) ที่เคยเป็นราชอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ที่เคยปกครองดินแดนทางตอนใต้ของอนุทวีปอินเดียใน ช่วงพุทธศตวรรษที่ 10 – 11 หรือในราวคริสตศตวรรษที่ 3 – 4 และในยุคการปกครองของราชวงศ์ปัลลวะนั้นได้มีการส่งกองเรือข้ามมหาสมุทรอินเดียออกไปทำการค้าและเผยแพร่ศาสนาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือที่ถูกเรียกในอีกชื่อว่า “สุวรรณภูมิ” และแน่นอนว่าในการเข้ามาของชาวปัลลวะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออุษาคเนย์ก็ได้นำระบบอักขระและตัวเลขของตนมาเผยแพร่ไปพร้อมกับการทำการค้าและเผยแพร่ศาสนาด้วยเช่นกัน อันส่งผลให้ชาวพื้นเมืองกลุ่มต่างๆในแถบแนวชายฝั่งทะเลอันดามันได้นำระบบอักษรปัลลวะนี้ไปปรับปรุงใช้เป็นอักษรในแบบของตนเอง และจากนั้นเผยแพร่ไปยังชนเผ่ากลุ่มต่างๆที่อยู่ยังดินแดนตอนในของภูมิภาค ซึ่งบรรดาชนพื้นเมืองกลุ่มต่างๆก็ได้นำอักษปัลลวะมาดัดแปลงใช้ให้เกิดเป็นอัตลักษณ์เฉพาะกลุ่มของตน จนเกิดกลายเป็นกลุ่มอักษรพื้นเมืองต่างๆของชาวอุษาคเนย์นั่นเอง และแน่นอนว่าชาวเขมรโบราณก็ได้นำอักษรปัลลวะมาปรับใช้จนกลายมาเป็นอักษรขอมในท้ายที่สุดเช่นกัน

และดังที่หลายๆท่านคงทราบดีอยู่แล้วว่าชาวเขมรเองก็เคยสร้างยุคจักรวรรดิ (Khmer Empire)อันยิ่งใหญ่ที่ปกครองดินแดนตอนกลางของภูมิภาคอุษาคเนย์มาก่อน ซึ่งย่อมรวมถึงดินแดนของไทยเราด้วยแล้วนั้น มันก็ย่อมไม่แปลกที่เราจะได้รับอิทธิพลด้านการปกครองและวัฒนธรรมจากเขมรมาด้วย โดยหนึ่งในหลักฐานที่แสดงถึงความเชื่อมโยงระหว่างชนเผ่าไทยและเขมรโบราณนั้นมีปรากฏใน “คำให้การชาวกรุงเก่า” ซึ่งเป็นเอกสารที่ราชสำนักพม่าได้เรียบเรียงมาจากคำให้การของเหล่าเชลยชาวไทยที่กวาดต้อนมาจากสงครามเสียกรุงครั้งที่ 2 ได้ระบุว่าคนไทยในสมัยอยุธยามีความเชื่อว่าวงศ์วานเหล่ากษัตริย์ทั้งหลายล้วนสืบสายเลือดมาจาก “พระเจ้าปทุมสุริยวงศ์” บรรพกษัตริย์เขมรในตำนาน และยังรวมถึงบรรดาคำราชาศัพท์หรือศัพท์แสงต่างๆในภาษาไทยที่ต่างล้วนแต่รับคำเขมรเข้ามามิใช่น้อย อย่างคำว่า “เดิน” ของไทยก็มาจากคำว่า “เดิร” ในภาษาเขมรที่มีความหมายเดียวกัน หรือคำว่า “ตรวจ” และ “ตำรวจ” ในภาษาไทยล้วนแต่มีรากมาจากคำว่า “ตรวจ” ในภาษาเขมรนั่นล่ะครับ

เพราะฉะนั้น ขอให้ยอมรับก่อนว่าระบบเลขไทยก็มาจากระบบเลขเขมรที่รับอิทธิพลของวัฒนธรรมอินเดียใต้มาอีกทีนั่นล่ะครับ

2. ความเป็นมาของเลขอารบิก – ในเมื่อเลขไทยได้เกิดจากการปะทะสังสรรค์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานนับพันปีของอารยธรรมอินเดียและเขมรโบราณ ระบบเลขอารบิกหรือ “เลขอาหรับ” (Arabic numerals) ก็เป็นหนึ่งในระบบเลขที่ผ่านการแลกเปลี่ยนหรือลื่นไหลทางวัฒนธรรมมาอย่างยาวนานด้วยเช่นกัน และแม้ว่ามันจะได้ชื่อว่าเป็นเลขอารบิกหรือระบบเลขอาหรับ แต่จุดเริ่มต้นของมันนั้นมาจากทางฝั่งอินเดีย (อีกแล้ว) ในช่วงศตวรรษที่ 5 – 6 ต่างหากครับ จึงทำให้ระบบเลขอารบิกนี้มีอีกชื่อว่า “ระบบเลขฮินดู – อารบิก” ( Hindu – Arabic numerals) โดยความพิเศษของระบบเลขอารบิกที่เหนือกว่าบรรดาระบบเลขโบราณอื่นๆนั้น นอกจากการประดิษฐ์ตัวเลขฐานสิบแล้วก็คือการประดิษฐ์เลข 0 ขึ้นมานี่ล่ะครับ

เพราะในระบบเลขโบราณต่างๆไม่เคยมีการคิดค้นเลข 0 มาก่อน แต่ไอ้การที่ชาวอินเดียได้ประดิษฐ์เลขที่ดูไร้มูลค่านี้ขึ้นมานี่ล่ะที่สามารถใช้เพิ่มหรือลดค่าให้กับชุดตัวเลขอย่างมหาศาลเลยทีเดียว และด้วยระบบเลขฐานสิบนี้ก็จะถูกนำไปเผยแพร่ในดินแดนต่างๆทางตะวันออก ซึ่งก็รวมถึงภูมิภาคอุษาคเนย์หรือแดนสุวรรณภูมิของเราในกาลต่อมาด้วยเช่นกัน และเมื่อชาวอาหรับ (Arabs) ได้สถาปนารัฐกาหลิบ (Caliphate) หรืออีกนัยหนึ่งคือจักรวรรดิอาหรับและได้แผ่ขยายอิทธิพลเข้ามาจนถึงภูมิภาคเอเชียกลาง (central asia) ในราวศตวรรษที่ 8 – 9 ซึ่งเป็นดินแดนที่มีปริมณฑลใกล้ชิดกับภูมิภาคเอเชียใต้หรืออนุทวีปอินเดียแล้ว รัฐกาหลิบได้มีการติดต่อกับรัฐฮินดูทางตอนเหนือของอินเดียแล้ว จึงทำให้ระบบเลขฮินดูกลายมาเป็นที่รู้จักและสนใจของเหล่าปราชญ์ชาวอาหรับเป็นอันมาก และนักคณิตศาสตร์ชาวเปอร์เซียนามว่า “มูฮัมหมัด อิบน์ มูซา อัล – เฆาะริซมีย์” (Muhammad ibn Musa al-Khwarizmi) ก็ได้นำระบบเลขฮินดูและอาหรับมาผสมรวมกันและเกิดกลายมาเป็นระบบเลขอารบิกใหม่หรือฮินดู – อารบิกขึ้นมาในที่สุด และระบบเลขใหม่นี้กลายมาเป็นที่นิยมโดยแพร่หลายภายในโลกวิชาการของชาวมุสลิมทั้งปวงไปโดยปริยายด้วยเช่นกัน ก่อนจะค่อยๆแพร่หลายไปยังโลกตะวันตกของชาวคริสเตียนในยุโรป และด้วยการเข้ามาของระบบเลขอารบิกนี้เองจึงทำให้ชาวคริสต์ในยุโรปที่เคยใช้ “ระบบเลขโรมัน” (Roman numerals) ที่แทนค่าตัวเลขด้วยอักษรละติน (Latin Alphabet) อย่าง I , II , III , IV ฯลฯ มาตั้งแต่ยุคโรมัน เกิดความสนใจและเริ่มพัฒนาระบบเลขอารบิกขึ้นมาใหม่อีกครั้ง จนกลายมาเป็นระบบเลขอารบิกอย่างที่เราคุ้นเคยกันในทุกวันนี้ และด้วยการที่ชาติตะวันตกสามารถบุกเบิกดินแดนใหม่ๆ (หรือที่เรียกอีกอย่างว่า “การล่าอาณานิคม”) ในทวีปต่างๆของโลกด้วยนั้นเอง จึงทำให้ระบบเลขอารบิกได้ก้าวขึ้นมาเป็นระบบเลขสากลของโลกทั้งโลกในท้ายที่สุดนั่นล่ะครับ

สรุปแล้ว ระบบเลขอารบิกนั้นเกิดจากชาวอินเดียที่ถูกส่งต่อไปยังชาวอาหรับและเปอร์เซีย และจากนั้นก็สืบทอดไปถึงชาวยุโรปอีกทีหนึ่ง

เพราะฉะนั้นแล้ว เราจะเห็นได้ว่าพัฒนาการของระบบเลขและภาษานั้นมิได้เกิดจากชนชาติใดชนชาติหนึ่ง หากแต่เกิดจากการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างชนชาติต่างๆที่อาจจะมากกว่าสองฝ่าย ซึ่งสภาวะการแลกเปลี่ยนหรือ ‘การลื่นไหลทางวัฒนธรรม’ นี้อาจจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเป็น “การปะทะสังสรรค์” ก็ได้ครับ

เอาล่ะ ในเมื่อเราเข้าใจถึงที่มาของทั้งเลขไทยและเลขอารบิกแล้ว คำถามต่อมาก็จะนำเข้าสู่ประเด็นหลักที่กำลังเป็นข้อถกเถียงในสังคมทุกวันนี้ว่าเลขไทยยังคงสำคัญอยู่หรือไม่?

คำตอบของผมคือเลขไทยยังคงสำคัญครับ เพราะว่าเลขไทยถือว่าเป็นหนึ่งในมรดกทางวัฒนธรรมไทยที่สำคัญพอๆกับอักษรไทย แต่เลขไทยควรจะถูกนำมาใช้อย่างเหมาะสมในโลกสมัยใหม่นี้เช่นกัน เพราะถ้าพูดกันตามตรงแล้วในบรรดาประเทศที่เจริญก็ไม่มีการใช้ระบบเลขโบราณในเอกสารราชการของตนอีกแล้ว แต่หันมาใช้ระบบเลขอารบิกที่มีความเป็นสากลกันโดยทั่วไป ยกตัวอย่างเช่นกลุ่มชาติตะวันตกอันประกอบด้วยประชาคมยุโรปและสหรัฐอเมริกาอันเป็นชาติมหาอำนาจคับโลกในทุกวันนี้ก็มีการใช้เลขอารบิกในเอกสารต่างๆอย่างแพร่หลาย หรือแม้แต่ในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกอย่างจีน , เกาหลี , ไต้หวัน และญี่ปุ่นที่ต่างมีระบบเลขพื้นเมืองที่รับอิทธิพลมาจากจีนเหมือนกัน เขาก็ใช้เลขอารบิกกันเป็นหลักทั้งนั้น แต่ก็มิได้หมายความว่าเขาจะทิ้่งมรดกทางประวัติศาสตร์ของตนไปเสียทีเดียว เพราะชนชาติเหล่านั้นก็ยังคงรักษาระบบเลขโบราณของเขาเอาไว้ใช้ในงานด้านวรรณศิลป์ต่างๆ หรืองานศิลปะร่วมสมัยนั้นเองครับ

เพราะฉะนั้น ผมก็มองเห็นว่าภาครัฐก็ควรจะยกเลิกระบบการใช้เลขไทยในเอกสารราชการและใช้เลขอารบิกเหมือนกับบรรดาประเทศที่เจริญแล้วดีกว่าครับ เพราะในเมื่อบรรดางานเอกสารภาคเอกชนทั้งหลายก็เปลี่ยนมาเลขอารบิกกันหมดแล้วเช่นนี้ ภาครัฐเองก็ควรจะปรับตัวเพื่อที่จะสามารถสื่อสารกับภาคเอกชนและประชาชนให้เข้าใจได้ตรงกันอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น แต่ขอให้เข้าใจก่อนนะครับว่า ผมก็ไม่ได้ต้องการให้ยกเลิกการเขียนตัวเลขไทยหรือแม้แต่ยกเลิกระบบพุทธศักราชออกไปจากสารบบแต่อย่างใด เพราะยังไงๆมันก็เป็นมรดกของชาติเราที่สมควรจะอนุรักษ์ไว้ เพียงแต่ต้องถูกนำมาใช้อย่างถูกที่และถูกทางมากกว่า อย่างเช่นควรนำมาใช้ในเอกสารสำคัญที่เกี่ยวกับพระราชพิธี , พิธีทางศาสนา , งานวรรณกรรม หรืออย่างน้อยในงานโฆษณาที่เป็นศิลปะร่วมสมัยต่อไปจะดีกว่าครับ

สุดท้ายนี้ ก็คงได้แต่ฝากไปยังท่านผู้อ่านทุกเพศและวัยว่า ถ้าจะเรียกร้องอะไรก็ร้องขอกันแต่พอดี ขอให้อยู่ในประเด็น ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็ให้อดทนฟังและพูดชี้แจงกันดีๆ โตๆกันแล้ว ไม่งั้นประเทศก็วายป่วงกันอยู่อย่างนี้นี่แหละ…

เรื่องโดย..ภาสพันธ์ ปานสีดา

ภาพ..แหล่งข้อมูลออนไลน์