ประวัติศาสตร์แห่งโรคระบาดฝีดาษเก่าสู่ฝีดาษลิง(ใหม่)

หลังจากที่ชนชาวโลกเพิ่งหายใจหายคอจากการชะลอตัวภาวะโรคโควิด 19 หรือที่เคยถูกเรียกว่าโคโรน่าไวรัสมาได้ยังไม่ทันไร เราก็ต้องมาหวาดผวากับโรคระบาดตัวใหม่อย่าง “ฝีดาษลิง (monkeypox) ซึ่งเป็นโรคพื้นถิ่นของแอฟริกาที่ดันออกมาแพร่ระบาดในทวีปยุโรปก่อนที่จะลุกลามไปทวีปต่างๆอย่างอเมริกาเหนือ-ใต้ และล่าสุดก็มาเยือนถึงบ้านเราแล้ว ด้วยการนำเข้าจากนักท่องเที่ยวชาวไนจีเรียคนหนึ่งที่ดันรู้ตัวว่ามีอาการดังกล่าวก็ตอนมาเที่ยวเมืองไทยแล้ว แต่กลายเป็นว่าพอพวกรู้ตัวแล้วก็ดันรีบหลบหนีไปทางประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาด้วยช่องทางธรรมชาติซะอย่างนั้น และแม้ว่าทางฝ่ายไทยจะประสานไปทางฝั่งกัมพูชาจนสามารถลากคอไอ้บักมืดตัวแสบคนนี้กลับมาได้ แต่งานนี้เรียกว่าทำเอาอลหม่านทั้งฝั่งเราและฝั่งเขาเลยทีเดียวเชียว…

Advertisement

เอาล่ะครับ เรากลับมาเข้าเรื่องกันดีกว่าทำไมไอ้โรคฝีดาษลิงมันถึงน่ากลัวนักหนา แล้วมันมีความเกี่ยวข้องอะไรกับ “โรคฝีดาษ” (smallpox) หรือที่รู้จักในอีกชื่อว่า “ไข้ทรพิษ” ที่เคยระบาดในบ้านเราในอดีตมาแล้วหลายระลอก โดยความเป็นมาของไข้ฝีดาษหรือไข้ทรพิษนั้นไม่เป็นที่ปรากฏแน่ชัด และไม่รู้ว่ามีสาเหตุหรือต้นตอมาจากอะไรกันแน่ ทราบแต่เพียงว่าตัวเชื้อโรคฝีดาษนี้อยู่ในกลุ่มพวกเชื้อไวรัส ซึ่งการปรากฏตัวของโรคฝีดาษเริ่มเป็นที่รู้จักมาตั้งแต่เมื่อราว 3,500 ปีก่อนจากอินเดีย ด้วยการรายงานถึงลักษณะของผู้ป่วยที่จะมีอาการไข้ขึ้นสูง และจากนั้นก็จะเริ่มมีแผลพุพองไปด้วยตุ่มหนองในช่องปากและลามไปทั่วทั้งร่างกาย และด้วยลักษณะอาการดังกล่าวนี้มีลักษณะที่คล้ายคลึงกับ “โรคเรื้อน” (Leprosy) ซึ่งเป็นกลุ่มโรคผิวหนังที่อยู่ในกลุ่มเชื้อแบคทีเรียและเป็นที่หวาดหวั่นของผู้คนในโลกยุคโบราณเป็นอย่างมาก แต่ลักษณะตุ่มแผลของโรคฝีดาษนั้นกลับมีความแตกต่างจากตุ่มในโรคเรื้อนและโรคผิวหนังชนิดอื่นๆก็คือ การที่ตุ่มหนองของฝีดาษนั้นจะเกิดรอยยุบตัวลงไปอีกทีนึง แทนที่จะเป็นตุ่มเกลี้ยงๆแบบโรคผิวหนังทั่วไป และนอกจากอาการตุ่มหนองลุกลามแล้ว ผู้ป่วยบางรายก็อาจจะมีอาการรุนแรงขั้นเชื้อขึ้นตาจนตาบอดในท้ายที่สุดเหมือนกับโรคเรื้อนด้วย

ภาพถ่ายเด็กชาวบังคลาเทศที่ติดเชื้อโรคฝีดาษ

หลังจากโรคฝีดาษเริ่มเป็นที่รู้จักในเขตอนุทวีปอินเดียแล้ว ก็เริ่มมีการค้นพบหลักฐานของผู้ป่วยที่มีอาการใกล้เคียงกันในแถบเอเชียตะวันออก หรือแม้แต่ในแอฟริกาเหนือด้วย ดังปรากฏหลักฐานจากยุคอาณาจักรไอยคุปต์หรือยุคอียิปต์โบราณ (Ancient Egypt) โดยอ้างอิงจากการศึกษาพระศพของ “ฟาโรห์ราเมซิสที่ 5” (Ramesses V) ผู้ทรงปกครองอาณาจักรไอยคุปต์จากราชวงศ์ที่สิบสอง (Twentieth Dynasty of Egypt) เมื่อราว 1149 – 1145 ก่อนคริสตกาล หรือเมื่อสามพันกว่าปีก่อนล่วงมาแล้ว ทั้งที่แม้ในหลักฐานบันทึกหรือพงศาวดารของฝ่ายอียิปต์จะมิได้ระบุสาเหตุการสิ้นพระชนม์ของพระองค์เอาไว้อย่างแน่ชัด แต่จากหลักฐานจากผิวพระพักตร์ขององค์ฟาโรห์มีตุ่มอยู่เป็นจำนวนมาก และกอปรกับการที่ทรงปกครองแผ่นดินได้เพียง 4 ปีเท่านั้น จึงทำให้เชื่อได้ว่าฟาโรห์พระองค์นี้น่าจะเป็นหนึ่งในผู้เสียหายจากโรคฝีดาษในช่วงนั้นก็เป็นได้

ภาพถ่ายพระศพของฟาโรห์ราเมซิสที่ 5 ซึ่งแสดงร่องรอยของตุ่มหนองจากโรคฝีดาษอย่างเห็นได้ชัด

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าโรคฝีดาษจะมีความรุนแรงจนถึงแก่ชีวิตและมีการแพร่ระบาดในวงกว้าง แต่มันก็ยังถือว่าเป็นโรคระบาดที่สามารถควบคุมได้ในระดับหนึ่ง มิได้มีความรุนแรงเทียบเท่ากับโรคระบาดอีกชนิดหนึ่งอย่าง “กาฬโรค” หรือ “ไข้ดำ” (Black death) นับว่าเป็นโรคระบาดที่ร้ายแรงที่สุดในโลกอย่างแท้จริง โดยตัวเชื้อโรคของกาฬโรคนั้นก็ถือว่าอยู่ในกลุ่มเชื้อแบคทีเรียเหมือนกับโรคเรื้อน แต่ว่าฤทธิ์การกระจายตัวของมันกลับรุนแรงกว่าหลายเท่า เพราะนับแต่การอุบัติของมันเป็นครั้งแรกในแผ่นดินจีนช่วงศตวรรษที่ 14 นั้น ไม่เพียงแต่มันจะเป็นเชื้อโรคร้ายที่ทำให้ประชากรโลกต้องล้มตายไปในจำนวนหลักร้อยล้านชีวิตในเวลาเพียงชั่วศตวรรษเดียวเท่านั้น แต่มันยังเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ “จักรวรรดิมองโกล” (Mongol Empire) หนึ่งในมหาจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกโบราณถึงกาลล่มสลายลงอีกด้วย เพราะการระบาดของมันที่ทำให้บรรดาผู้คนที่อยู่ภายใต้การปกครองของชาวมองโกลนับแต่ดินแดนในแถบแนวชายฝั่งทะเลดำ ไปจนถึงแนวชายฝั่งแปซิฟิคนับสิบล้านคนต้องล้มตายอย่างไร้ทางป้องกัน ซึ่งไม่เพียงแต่จะการระบาดนี้จะเป็นการล้างผลาญชีวิตผู้คนที่ถือว่าฐานกำลังสำคัญทางเศรษฐกิจของจักรวรรดิมองโกลอย่างรุนแรงเท่านั้น แต่ส่งผลให้เสถียรภาพหรือความมั่นคงในการปกครองอันแข็งแกร่งของพวกเขาที่ไม่เคยมีชนชาติใดในโลกทำได้มาก่อนต้องสั่นคลอนลงจนพินาศในที่สุดอีกด้วย และผลจากการระบาดของเจ้าโรคมรณะนี้ยังทำให้กลุ่มประชาคมชาติยุโรปที่ยังอยู่ในช่วงยุคกลาง (Medieval Age) ต้องสูญเสียประชากรจากทั่วทั้งทวีปไปเกินกว่า 60% เลยทีเดียว และนอกจากการล่มสลายของจักรวรรดิมองโกลและภัยพิบัติภายในทวีปยุโรปแล้ว เจ้ากาฬโรคนี้ก็ยังส่งผลต่อภูมิภาคอุษาคเนย์ของเราด้วยเหมือนกัน โดยหนึ่งในเหตุการณ์ครั้งสำคัญที่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าประวัติศาสตร์ของภูมิภาคนี้ด้วยมันทำให้ “อาณาจักรอโยธยาศรีรามเทพนคร” ที่เคยตั้งอยู่ยังฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยานั้นต้องประสบปัญหาการล้มตายของประชาชนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน จนทำให้ผู้คนยุคหลังพากันเรียกขานเจ้าโรคมรณะว่า “โรคห่า” อันหมายถึงสภาวะโรคระบาดที่ทำให้มีผู้คนล้มตายเหมือนห่าฝนที่สาดกระหน่ำนั่นเอง องค์กษัตริย์แห่งอโยธยาในเวลานั้นผู้มีนามว่า “ท้าวอู่ทอง” หรือ “พระเจ้าอู่ทอง” จำต้องย้ายราชธานีข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปยังเกาะหนองโสนและสถาปนาเมืองหลวงขึ้นมาใหม่ ซึ่งจะกลายมาเป็นศูนย์กลางของราชอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ที่มีนามว่า “กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา” ในภายหลังนั่นเองครับ

หลังจากการแพร่ระบาดของกาฬโรคได้เริ่มชะลอตัวลงในช่วงปลายศตวรรษที่ 15 – 16 ก็ดูเหมือนจะเป็นการเปิดทางให้โรคระบาดอีกชนิดหนึ่งได้มีโอกาสแผลงฤทธิ์ขึ้นมาบ้าง ซึ่งก็คือเจ้าโรคฝีดาษหรือเจ้าโรคไข้ทรพิษที่ผมได้กล่าวในขั้นต้นนั่นล่ะครับ เพราะเนื่องจากโรคฝีดาษนั้นเคยระบาดโดยทั่วไปในซีกโลกเหนืออยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง จึงทำให้บรรดารัฐและผู้คนในดินแดนทางเหนือมีภูมิคุ้มกันและรู้จักวิธีรักษาโรคเหล่านี้ขึ้นมาบ้างในระดับหนึ่ง แต่ครั้นเมื่อโลกเริ่มเข้าสู่ยุคแห่งการค้า (Age of Commerce) ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันนั้นเองที่ทำให้โรคฝีดาษได้เริ่มระบาดเข้าไปในดินแดนที่ชาวตะวันตกไม่เคยย่างกรายเข้าไปถึงมาก่อนด้วย โดยเฉพาะการบุกเบิกเส้นทางเดินเรือของชาวโปรตุเกส (Portugal) ในเอเชียตะวันออก และการค้นพบและบุกเบิกดินแดนโลกใหม่ (New world) ซึ่งก็คือดินแดนในทวีปอเมริกาเหนือและใต้ของจักรวรรดิสเปน (Spanish Empire) นั่นเอง เพราะการเข้ามาของชนชาติทั้งสองนี้ได้นำพาเชื้อฝีดาษเข้ามาระบาดในดินแดนเหล่านั้นด้วย อย่างกรณีการเข้ามาของชาวโปรตุเกสในช่วงยุคกรุงศรีอยุธยาตอนกลางนั้นได้ทำให้ดินแดนแห่งนี้ที่แทบจะลืมเลือนยุคสมัยแห่งความน่าสะพรึงกลัวเมื่อครั้งตั้งแผ่นดินต้องมาเผชิญกับภาวะโรคห่าระบาดครั้งใหญ่อีกครั้ง และผลจากการระบาดของโรคฝีดาษนี้ยังทำให้สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 หรือที่รู้จักในอีกพระนามว่า “สมเด็จพระบรมหน่อพุทธางกูร” ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่ได้รับการยืนยันว่าทรงเสด็จสวรรคตด้วยโรคระบาดนี้อีกด้วย หรือแม้แต่องค์จอมกษัตริย์นักรบผู้ยิ่งใหญ่อย่างสมเด็จพระนเรศมหาราชนั้น ก็ยังเคยทรงพระประชวรด้วยพระโรคนี้มาด้วยเหมือนกัน

หากแต่ถ้าคุณผู้อ่านคิดว่าชาวไทยในสมัยอยุธยาจะต้องมาเผชิญกับความวิบัติจากโรคระบาดถึงสองระลอกแล้ว ผมขอบอกเลยว่ายังไม่อาจจะเทียบได้กับสิ่งที่ชาวอเมริกันพื้นเมือง (Native american) ต้องเผชิญหรอกครับ เพราะความที่กลุ่มชนชาติเหล่านี้ไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอกเลยมาตั้งแต่การสิ้นสุดของยุคแห่งการอพยพจากทวีปเอเชียในยุคน้ำแข็ง (Ice age) เมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อนนั้นก็ทำให้ผู้คนและดินแดนแถบนี้อยู่ในภาวะบริสุทธิ์และปลอดภัยจากโรคร้ายชนิดต่างๆในโลกเก่า (old world) มาอย่างยาวนานเกือบหมื่นปีเลยทีเดียว แต่ครั้นเมื่อชาวสเปนได้ค้นพบดินแดนแห่งนี้ในช่วงปลายศตวรรษที่ 15 นั้นเองที่ได้กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะอย่างแท้จริง เพราะชาวสเปนและบรรดาชนชาวยุโรปกลุ่มต่างๆที่ทยอยกันเข้ามาบุกเบิกและครอบครองดินแดนอันบริสุทธิ์แห่งนี้ก็ได้นำเจ้าเชื้อโรคต่างๆทั้งฝีดาษ , โรคเรื้อน หรือแม้แต่กาฬโรคเข้ามาในดินแดนแห่งนี้โดยไม่รู้ตัว อันส่งผลให้ชาวพื้นเมืองที่ไม่มีทั้งความรู้และภูมิคุ้มกันโรคร้ายเหล่านี้ต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดครั้งมโหฬารที่ล้างผลาญชีวิตชาวพื้นเมืองทั่วทั้งทวีปใหม่แห่งนี้ จนทำให้ผู้คนในยุคหลังโจษขานถึงภาวะการระบาดในครั้งนั้นแทบไม่ต่างอะไรจาก ‘การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์’ (Genocide) กันเลยทีเดียว และด้วยผลพวงแห่งความวิบัตินี้ก็กลายมาเป็นโอกาสให้อาคันตุกะผิวขาวได้กลายมาเป็นเจ้าผู้ปกครองดินแดนแห่งใหม่ไปโดยปริยายด้วยเช่นกัน

ภาพเหตุการณ์ชนพื้นเมืองในอเมริกาติดโรคร้ายจากชาวตะวันตก

นับได้ว่าภาวะการแพร่ระบาดของโรคร้ายเหล่านี้ส่งผลต่อทิศทางของประวัติศาสตร์โลกโดยรวมอย่างมากเลยทีเดียวครับ แต่กว่าที่โลกของเราจะเริ่มค้นพบวิธีหาทางป้องกันและรักษาเจ้าโรคร้ายเหล่านี้ได้อย่างจริงจังก็ปาเข้าไปในศตวรรษที่ 18 แล้ว โดย “เอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์” (Edward Jenner) แพทย์ชาวอังกฤษเป็นผู้คิดค้นวัคซีน (Vaccince) และวิธีการปลูกฝีเพื่อป้องกันโรคฝีดาษได้เป็นคนแรก ในปี ค.ศ. 1796/พ.ศ 2339

ดร.เอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์ ผู้ค้นพบวิธีการรักษาและป้องกันโรคฝีดาษ

แต่กว่าที่โลกตะวันออกและโดยเฉพาะประเทศไทยหรือสยามจะได้รับรู้หรือเข้าถึงการรักษาเจ้าโรคฝีดาษนี้ก็ปาเข้าไปในช่วงรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์แล้วล่ะครับ โดยผู้ที่นำความรู้ด้านการรักษาโรคฝีดาษเข้ามาก็คือ “ดร.แดน บีช แบรดลีย์” (Dr.Dan Beach Bradley) หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อ “หมอบลัดเล” ผู้เป็นทั้งแพทย์ , นักประวัติศาสตร์ , และมิชชันนารี (Missionary) หรือผู้เผยแพร่คริสต์ศาสนาในกลุ่มนิกายโปรแตสแตนท์นั่นเอง

ภาพการปลูกฝีในสมัยโบราณ

แต่กว่าที่โรคฝีดาษจะถูกจัดการจนหมดสิ้นไปจากแผ่นดินไทยจริงๆก็ต้องใช้เวลาอีกยาวนานนับร้อยปีเลยทีเดียว โดยผู้ป่วยโรคฝีดาษรายสุดท้ายที่ได้ถูกพบตัวก็คือปี พ.ศ. 2513 หรือเมื่อราว 52 ปีที่แล้วนี่เอง และหลังจากนั้นในปี พ.ศ.2523 องค์อนามัยโลกก็ได้ประกาศให้โลกปลอดจากเชื้อฝีดาษอย่างเป็นทางการ นับเป็นการสิ้นสุดยุคแห่งการเผชิญหน้าที่ยาวนานนับพันปีระหว่างไข้ฝีดาษหรือทรพิษกับมนุษยชาติในที่สุด

ดร.แดน บีช แบรดลีย์ หรือ “หมอบลัดเล” แพทย์ผู้นำวิถีการรักษาโรคแบบตะวันตก และโดยเฉพาะโรคฝีดาษมาสู่สยาม

หากแต่จนแล้วจนรอด ขนาดว่าโลกของเราได้รอดพ้นจากไข้ฝีดาษคน ก็ยังมีเคราะห์ต้องมาเจอกับเจ้าไข้ฝีดาษลิงเข้าจนได้ แถมมาตอนที่เราเพิ่งจะได้พักหายใจกับภาวะการระบาดของโควิด 19 มาหมาดๆแท้ๆ จนผมอดคิดไม่ได้ว่านี่มันเป็นภาวะ “ความโควิดไม่ทันหาย ความฝีดาษลิงก็มาแทรก” โดยแท้ทีเดียว แต่ถึงกระนั้นผมก็ขออย่าให้ทุกท่านตระหนกจนเกินไป เพราะเท่าที่ผมตามเช็คข่าวจากทางการและรายงานทางการแพทย์ต่างๆในเบื้องต้นแล้วก็พอจะมั่นใจได้ว่าการแพร่เชื้อของโรคฝีดาษลิงนั้นมันไม่ได้ง่ายเหมือนไข้โควิด 19 ที่่ผ่านมาแต่อย่างใด แตเราก็คงต้องระวังตัวมิให้ประมาทเอาไว้อย่างที่เคยเป็นมาด้วยการรักษาความสะอาดไว้ให้มาก ด้วยการมั่นล้างมือและอาบน้ำให้บ่อยๆเข้าไว้นั่นล่ะครับ

เรื่องโดย..ภาสพันธ์ ปานสีดา