ทนายดังเผยคดีอลหม่าน”อาม่าฮวย”จบไม่ลง เตือนฝ่ายตรงข้ามพูดไม่หมดระวังเจอฟ้องกลับ

คดีอาม่าฮวย ส่อเค้าวุ่น เหมือนจะไม่จบง่าย ๆ ทนายกระดูกเหล็ก ออกมาโพสต์ ป้องหลานสาวอาม่าฮวย หลังถูกทนายฝั่งตรงข้ามให้ข้อเท็จจริงไม่หมดออกสื่อฯ หลายสำนัก ลั่นเตือนทนายให้ข่าวมั่วๆ ระวังจะถูกฟ้องร้องเสียเอง

Advertisement

นายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความชื่อดัง โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก ชี้แจ้งกรณีที่นายกฤษฎา อินทามระ ทนายความของนางมาวดี ศรีวิรัตน์ ลูกสาวอาม่าฮวย ได้ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวหลายสำนัก โดยไม่บอกข้อเท็จจริงทั้งหมดว่า ศาลลงโทษหมิ่นประมาทเรื่องใด ทำให้นางสาวมินตรา ศรีวิรัตน์ ซึ่งเป็นหลานอาม่าฮวย ได้รับความเสียหาย

โดยทนายอนันต์ชัย กล่าวว่า ตนเองในฐานะทนายความของนางสาวมินตรา จึงขอชี้แจงข้อเท็จจริง โดยนำคำพิพากษาฉบับเต็มของศาลอาญาพระโขนง มาลงเพื่อให้สำนักข่าวต่างๆ และประชาชนทราบ สืบเนื่องจากนางมาวดี ศรีวิรัตน์ เป็นโจทก์ฟ้อง นางสาวมินตรา ศรีวิรัตน์ ในข้อหา “ปลอมเอกสาร ใช้เอกสารปลอม ,หมิ่นประมาท และผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์” โดยศาลได้มีคำพิพากษา จำคุกนางสาวมินตรา 2 ปี ปรับ 100,000 บาท ลดโทษเหลือจำคุก 1 ปี 4 เดือน รอการลงโทษ 2 ปี ปรับ 66,666.66 บาท ในคดีหมิ่นประมาท คดีเดียวเท่านั้น ส่วนคดี พ.ร.บ.คอมพ์ ถูกยกฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง

ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความชื่อดัง

ซึ่งคดีนี้ชนวนเหตุเกิดจากการที่นางสาวมินตรา ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว 3 ข้อความ คือ “ดีโกงเงิน 200 ล้าน” ซึ่งเป็นลายมือของนางฮวย บนแผ่นกระดาษ ,“5ล้านให้อาม่า หาว่าพ่อเราฮุบ(แต่คุณฟ้องเอาคืนพร้อมดอกเบี้ยสูงสุด)ทั้งๆ ที่เราเอาไปซื้อรถตู้ให้อาม่า+ค่าใช้จ่ายอาม่า เพราะอามาเดินทางนั่งรถตู้ไปโรงพยาบาล และทุกที่ รถตู้เบนซ์ของอาม่าโดนคุณยึด” และ“เดิมทีอาม่ามีรถตู้เบนซ์,รถเบนซ์เปิดประทุน ชื่ออาม่า แต่คุณยึดไป อาม่าขอคืนด้วย คุณไม่ให้ และ #ปลอมลายเซ็นอาม่าโอนรถเป็นของทางฝั่งคุณแล้ว”

โดยข้อความแรก ศาลวินิจฉัยว่า เอกสารที่นางฮวยเขียนว่า “ดีโกง 200 ล้าน” มิใช่เอกสารของนางมาวดี แต่เป็นเอกสารนางฮวย นางฮวยจึงเป็นผู้เสียหายไม่ใช่นางมาวดี และนางมาวดีเองก็ไม่ใช่ผู้เสียหาย (ในข้อหาปลอมเอกสาร ใช้เอกสารปลอม และหมิ่นประมาท) ส่วนข้อความที่2 ศาลวินิจฉัยว่า ไม่มีข้อความตอนใดที่จะรับฟังได้ว่า เป็นการกล่าวร้ายใส่ความนางมาวดี และข้อความสุดท้ายศาลวินิจฉัยว่า เป็นการหมิ่นประมาทนางมาวดี แม้ว่านางมาวดีจะเป็นผู้ปลอมลายมือชื่อนางฮวยและใช้เอกสารปลอมดังกล่าวจดทะเบียนรถทั้งสองคันเป็นของตนเอง ตามที่นายวรวิทย์ ศรพรามณ์ แจ้งความกับตำรวจนครบาลพระโขนง ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีหรือไม่ก็ตาม

แต่เมื่อรถทั้ง 2 คัน เป็นของนางฮวย มิใช่ของนางสาวมินตรา อีกทั้งนางสาวมินตรา มิใช่ผู้รับมอบอำนาจจากนางฮวย แต่อย่างใด ซึ่งการที่นางสาวมินตรา พิมพ์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก จึงมิใช่กรณีเพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนเอง หรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนเองตามครรลองคลองธรรม ประกอบกับข้อความดังกล่าวเป็นเรื่องส่วนตัวไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน แม้ว่าเรื่องที่กล่าวหาจะเป็นความจริง ก็ไม่เป็นเหตุยกเว้นให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดในกรณีหมิ่นประมาทได้ แต่คดียังไม่จบ เพราะนางสาวมินตรา ได้ยื่นอุทธรณ์คดีนี้เอาไว้ ดังนั้น จากคำวินิจฉัยดังกล่าว สรุปได้ว่า “แม้เป็นเรื่องจริง นางสาวมินตรา ไม่มีส่วนได้เสีย เป็นเรื่องส่วนตัว” ก็ผิดเป็นอุทาหรณ์สอนใจมือคีย์บอร์ดทั้งหลาย

ทั้งนี้ คดีดังกล่าวจึงไม่เกี่ยวกับคดีที่นางฮวย ดำเนินคดีกับนางมาวดี ในข้อหา “ลักทรัพย์” เงินในธนาคารแห่งหนึ่ง จำนวน 200 กว่าล้านบาท โดยศาลอาญาพระโขนง จะพิพากษาในเวลา 13.30 น. วันที่ 14 พฤศจิกายนนี้ และคดีที่นางฮวย ดำนินคดีกับนางมาวดี ในข้อหา “ลักทรัพย์” เงินในธนาคารอีกแห่งหนึ่ง จำนวน 24 ล้านบาทเศษ เช่นกัน โดยศาลชั้นต้น พิพากษาจำคุก 12 ปี ไม่รอลงอาญา และศาลอุทธรณ์นัดอ่านคำพิพากษา ในเวลา 09.00 น. วันที่ 1 พฤศจิกายนนี้

อย่างไรก็ตาม ขอให้ ทนายกฤษฎา กรุณาแจ้งนักข่าวให้หมด ว่า ศาลลงโทษนางสาวมินตรา เรื่องใดบ้าง ซึ่งการให้ข่าวมั่วๆ ให้ประชาชนเข้าใจผิด เดี๋ยวท่านจะถูกฟ้องร้องเสียเอง…