อีโบลามาแล้วระบาดในแอฟริกาคร่าหลายสิบชีวิต!!พบเป็นสายพันธุ์ซูดานแถมยังไม่มีวัคซีนป้องกัน

อีโบลามาแล้วระบาดในแอฟริกากลางโดยเฉพาะที่ยูกันดา เผยเป็นสายพันธุ์ซูดาน ที่ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน ล่าสุดมีผู้เสียชีวิต 5 ราย อีก 19 รายตายอย่างเคลือบแคลง นอกจากนี้ยังลามติดบุคลากรทางการแพทย์อีกเพียบ

Advertisement

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสอีโบลา ในประเทศแถบแอฟฟริกากลาง โดยอ้างอิงการให้สัมภาษณ์ผ่านสถานีโทรทัศน์ของ นายโยเวรี มูเซเวนี (Yoweri Kaguta Museveni) ประธานาธิบดียูกันดา โดยเฉพาะการแพร่ระบาดในประเทศยูกันดา โดยระบุว่า “มีการแพร่ระบาดของโรคอีโบลาที่ได้รับการประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ส่งผลให้เกิดความกลัวเกี่ยวกับวิกฤติสุขภาพครั้งใหญ่ในประเทศยูกันดา โดยการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลาในครั้งนี้เป็นสายพันธุ์ซูดานที่พบได้ยาก และยังไม่มีวัคซีนสำหรับป้องกันไวรัสสายพันธุ์นี้

สำหรับประเทศยูกันดามีประชากรราว 45 ล้านคน ล่าสุด มีผู้เสียชีวิตจากอีโบลาที่ได้รับการยืนยันแล้ว 5 ราย และมีผู้เสียชีวิตอีก 19 รายในชุมชนที่สันนิษฐานว่าน่าจะมาจากโรคนี้ เนื่องจากแสดงอาการคล้ายคลึงกัน แต่ไม่มีการเก็บตัวอย่างจากผู้เสียชีวิตเพื่อยืนยันเรื่องนี้ก่อนเสียชีวิต

นายโยเวรี มูเซเวนี (Yoweri Kaguta Museveni) ประธานาธิบดียูกันดา cr:www.watchdoguganda.com

นอกจากนี้ ยังมีผู้ป่วยอีก 19 รายที่ได้รับการยืนยันแล้ว ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุข 6 คน รวมถึงแพทย์ 4 คน วิสัญญีแพทย์ 1 คน และนักศึกษาแพทย์ 1 คน

อย่างไรก็ตามโรคไวรัสอีโบลา ส่วนใหญ่แพร่กระจายผ่านการสัมผัสกับของเหลวในร่างกายของผู้ติดเชื้อ โรคไวรัสมีอาการต่างๆ เช่น อ่อนแรงอย่างรุนแรง ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหัวและเจ็บคอ อาเจียน ท้องร่วง และมีผื่นแดง เป็นต้น ซึ่งการระบาดของโรคอีโบลานั้นจัดการได้ง่ายกว่าโคโรนาไวรัสซึ่งแพร่ระบาดในอากาศ โดยสามารถป้องกันได้จากการ ล้างมือด้วยสบู่และน้ำ หรือใช้น้ำยาฆ่าเชื้อที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับของเหลวในร่างกายจากบุคคลใดก็ตาม และรัฐบาลมีความสามารถในการควบคุมการระบาดนี้ดังที่เราทำมาก่อน ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องวิตกกังวล ตื่นตระหนก จำกัดการเคลื่อนไหว หรือปิดสถานที่สาธารณะ” ประธานาธิบดียูกันดา กล่าว

ขณะที่ องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า อีโบลาสายพันธุ์ซูดานแพร่เชื้อได้น้อยกว่าและอัตราการเสียชีวิตในการระบาดครั้งก่อนต่ำกว่าอีโบลาสายพันธุ์ซาอีร์ลูกซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่คร่าชีวิตผู้คนไปเกือบ 2,300 คนในการแพร่ระบาดในปี 2561-2563 ที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกที่อยู่ใกล้เคียง และการติดเชื้อครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในเขตมูเบนเด ทางตอนกลางของยูกันดา ห่างจากเมืองหลวงกัมปาลาไปทางตะวันตกราว 140 กิโลเมตร ได้แพร่กระจายไปยังอีกสองอำเภอตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เครดิตภาพ www.watchdoguganda.com และ เว็ป องค์การอนามัยโลก www.afro.who.int