“บุหรี่ไฟฟ้า” โทษหรือคุณ เชื่อใครดี? ลองฟังเสียงจากเหรียญอีกด้าน

“ประเทศไทยที่ยังคงจะสูบบุหรี่ต่อไปทั้งที่รู้ว่ามันอันตราย มีสารพิษต่างๆ ปล่อยออกมามากมาย แต่คนไทยอย่างเรากลับไม่มีทางเลือกที่อันตรายน้อยกว่า” …ECST

Advertisement

กลายเป็น “ทอล์คออฟเดอะทาวน์” ทางโซเชียลอีกครั้งสำหรับ “โทษและประโยชน์”ของบุหรี่ไฟฟ้า หลังจากภาครัฐหลายหน่วยงานพยายามโจมตีว่าเป็นพิษเป็นภัย แต่ในขณะที่อีกฝ่าย ยืนยันว่า มีประโยชน์ต่อผู้ต้องการเลิกบุหรี่ งานนี้ ต้องฟังข้อมูลสองด้านหลังจากภาครัฐเป็นฝ่ายให้ข่าวมาตลอด

ล่าสุด นายมาริษ กรัณยวัฒน์ ตัวแทนเครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า “กลุ่มลาขาดควันยาสูบ (ECST)” และเฟสบุ๊ค-“บุหรี่ไฟฟ้าคืออะไร” กล่าวถึงกรณีที่ ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงสาธารณสุขไทยหลายราย ออกมาระบุถึงอันตรายและสารพิษจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในช่วงนี้ว่า ข้อมูลส่วนใหญ่ที่ออกมาจากกระทรวงสาธารณสุขหลายเรื่องค่อนข้างคลาดเคลื่อนและสวนทางกับผลวิจัยของต่างประเทศ โดยเฉพาะข้อมูลจากทาง กรมควบคุมโรค ที่ย้ำว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีสารพิษ และแนะเยาวชนและผู้ที่ต้องการเลิกบุหรี่ไม่ควรลองใช้บุหรี่ไฟฟ้านั้น เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน อ้างผลการตีความวิจัยแบบผิดๆ ตรงข้ามกับงานวิจัยในต่างประเทศ พยายามปิดโอกาสของผู้สูบบุหรี่ที่จะได้เข้าถึงทางเลือกที่เป็นอันตรายน้อยกว่าซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้วและสหภาพยุโรปกว่า 27 ประเทศ ให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าถูกกฎหมายและหลายประเทศสนับสนุนให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นทางเลือกที่ช่วยลดอันตรายจากการสูบบุหรี่ จึงถึงเวลาที่ควรนำข้อมูลการวิจัยเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าที่มีอยู่ทั้งหมดมาพูดคุยกันอย่างจริงจังไม่ใช่ออกสื่อโต้กันไปกันมา รัฐบาลจะได้มีแนวทางที่อยู่บนพื้นฐานของผลวิจัยวิทยาศาสตร์มาช่วยกำหนดนโยบายควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเหมาะสมและช่วยกันป้องกันเด็กและเยาวชนของเราได้จริง

กลุ่มลาขาดควันยาสูบ (ECST)

นายอาสา ศาลิคุปต์ ตัวแทนเครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าฯ กล่าวว่า ที่ผ่านมา เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าฯ ได้เข้าชี้แจงข้อเท็จจริงผลการวิจัยเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า กับคณะอนุกรรมาธิการพาณิชย์ฯ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อเรียกร้องให้ทบทวนประกาศกระทรวงพาณิชย์ในการห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งได้ให้ข้อมูลพร้อมผลการวิจัยกับคณะอนุกรรมาธิการฯ ไปแล้วว่า ผลการวิจัยจำนวนมากยืนยันว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้เป็นตัวดึงดูดเด็กเยาวชนหรือผู้ไม่สูบบุหรี่ แม้จะยังไม่มีข้อมูลผลกระทบระยะยาว แต่รัฐบาลหลายประเทศก็อนุญาตให้ใช้ โดยมีกฎหมายควบคุมอย่างถูกต้อง ซึ่งช่วยป้องกันปัญหาการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าของเด็กและเยาวชน แถมยังช่วยลดอัตราการสูบบุหรี่ในประเทศได้อีกด้วย

เรื่องนี้จึงกลับมากลายเป็นเรื่องที่น่าสนใจ และน่าติดตาม ถึงข้อมูลในอีกด้าน!!

จากกรณีที่เกิดขึ้น และการให้ข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า ที่มีออกมาอย่างต่อเนื่อง นำไปสู่การจับกุมที่เข้มข้น สำหรับผู้มีบุหรี่ไฟฟ้าในครบครองที่กลายเป็นเรื่องผิดกฏหมาย ส่งผลให้กลุ่ม ECST ออกมาเสนอให้ภาครัฐ เปิดเผยข้อมูลให้ครบถ้วน โดยมีการร่วมเสนอรายชื่อผ่าน https://www.change.org เพื่อให้ลดระดับการเป็นสินค้าต้องห้ามของบุหรี่ไฟฟ้า ให้อยู่ในระดับของสินค้าควบคุม ด้วยเหตุผลสำคัญคือผลวิจัยจากต่างประเทศ ที่แตกต่างโดยสินเชิงกับ ผลวิจัยที่เกิดขึ้นในประเทศ ท่ามกลางการตั้งข้อสังเกตุและคำถามว่า ผลวิจัยภายในประเทศอาจมีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องของวงจรบุหรี่และยาสูบ ที่ดำเนินการโดยภาครัฐหรือไม่?

ทั้งนี้ ECST ยังได้อ้างรายงานจาก ยืนยันจากหน่วยงานของรัฐและเอกชนที่น่าเชื่อถือเช่น กระทรวงสาธารณสุขอังกฤษ Public Health England ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ในสหราชอาณาจักร Royal College of Physician UK สถาบันมะเร็ง Cancer Research UK องค์การอาหารและยาในสหรัฐฯ รวมถึงอีกหลายๆ สถาบันที่ยืนยันตรงกันว่า นวัตกรรมบุหรี่ไฟฟ้าจะเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยชีวิตผู้สูบบุหรี่ในปัจจุบันได้ มีเพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้น ที่ยังคงให้ข้อมูลที่บิดเบือนแก่ประชาชน และปิดกั้นทางเลือกที่จะช่วยชีวิตคนไทยด้วยกัน

ซึ่งเป็นอาจมีน้ำหนักพอ ที่จะให้ทางรัฐบาลไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาทบทวนเกี่ยวกับ “บุหรี่ไฟฟ้า” ใหม่ทั้งระบบ โดย ทบทวนกฎหมายห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าของ “กระทรวงพาณิชย์” เปิดทางเลือก ช่วยชีวิต ช่วยลดอันตราย ให้ผู้สูบบุหรี่คนไทยกว่า 10 ล้านคน ลดระดับบุหรี่ไฟฟ้าจาก “สินค้าต้องห้าม” เป็น “สินค้าควบคุม” และสำคัญที่สุดคือ “คนสูบบุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่อาชญากร” ที่หลายครั้งเมื่อเกิดการจับกุมจะปรากฏภาพที่ค่อนข้างร้ายแรงและกระทบถึงเรื่องของ “สิทธิมนุษยชน”

โดย ECST ระบุว่า “เราถูกรัฐกำหนดให้เป็นอาชญากร ถูกตั้งค่าหัว ล่อซื้อ มีโทษติดคุก เพียงเพราะเราแค่ไม่อยากเจ็บป่วยหรือตายจากการสูบบุหรี่ เราแค่อยากมีทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าการสูบบุหรี่ เพื่อตัวเรา เพื่อลูก เพื่อครอบครัวและคนรอบข้าง ขอเรียกร้องให้คนไทยมีสิทธิ์ใช้บุหรี่ไฟฟ้าอย่างถูกกฎหมายภายใต้การควบคุมของรัฐบาลถ้าวันนี้ คุณสามารถเลือกสิ่งที่เป็นอันตรายน้อยกว่าให้กับ พ่อ แม่ ลูก ญาติ หรือคนที่เรารักได้ คุณจะเลือกหรือไม่ หรือปล่อยให้เขารับสารพิษสารอันตรายแบบเดิม และต้องเจ็บป่วยทุกข์ทรมานจากโรคที่มากับควันบุหรี่ต่อไป

บุหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เลิกได้ควรจะเลิก หากไม่สูบก็ไม่ควรลอง แต่เราเคยสงสัยหรือไม่ แม้ว่าการรณณรงค์ต่อต้านบุหรี่ได้ทำมากว่า 30 ปี ผลาญเงินไปมหาศาลในแต่ละปี แต่ก็ยังมีคนไทยกว่า 10 ล้านคนในประเทศไทยที่ยังคงจะสูบบุหรี่ต่อไปทั้งที่รู้ว่ามันอันตราย มีสารพิษต่างๆ ปล่อยออกมามากมาย แต่คนไทยอย่างเรากลับไม่มีทางเลือกที่อันตรายน้อยกว่า” เราคงต้องยอมรับความจริงว่าจะมีผู้สูบบุหรี่ที่ยังเลิกไม่ได้หรือยังอยากจะสูบบุหรี่ต่อไป และเขาเหล่านั้นก็ต้องเจ็บป่วยหรือได้รับอันตรายพิษภัยจากการสูบบุหรี่ต่อไปเหมือนที่คนไทยเสียชีวิตเพราะการสูบบุหรี่ปีละกว่า 51,000 คน รวมทั้งควันบุหรี่มือสองที่ทำอันตรายต่อคนรอบข้างอีกกว่า 18 ล้านคน ทำให้ประเทศต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจำนวนมาก

และเมื่อเป็นสินค้าที่ผิดกฎหมาย แต่ก็ต้องดิ้นรนหาซื้อมาจากช่องทางผิดกฎหมาย กลายเป็นอาชญากร เป็นคนละเมิดกฎหมาย มีกรณีที่บุคคลเหล่านี้โดนปรับมากถึง 100,000 บาท จำคุกไม่เกิน 10 ปี จากการครอบครองบุหรี่ไฟฟ้า (ทั้งๆที่กฎหมายไม่ได้ระบุโทษสำหรับผู้ครอบครอง) ซึ่งโทษหนักใกล้เคียงกับการมีโคเคนหรือฝิ่นในครอบครอง แถมนักท่องเที่ยวต่างชาติยังต้องมาถูกจับกุม ถูกรีดไถ เป็นข่าวดังไปทั่วโลก รวมทั้งคนไทยที่ต้องถูกตำรวจจับเพราะแค่อยากจะรักษาชีวิตของตัวเองไว้ การทำให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าต้องห้าม เป็นการส่งเสริมให้การซื้อขายบุหรี่ไฟฟ้าลงไปอยู่ใต้ดิน ทำให้รัฐบาลไม่สามารถควบคุมเข้าถึงของเยาวชนได้ นอกจากนี้ยังสูญเสียรายได้จากการเก็บภาษีสรรพสามิต ทั้งๆ ที่มูลค่าการซื้อขายบุหรี่ไฟฟ้านั้นสูงถึง 6,000 ล้านบาทต่อปีโดยประมาณ ไม่ต้องพูดถึงภาพลักษณ์การท่องเที่ยวที่เสียหายมหาศาลจากกฎหมายที่ตรรกะผิดเพี้ยน บิดเบือนความจริง สิงที่ร้ายที่สุดคือ ประเทศไทยเสียโอกาสด้านการสาธารณสุข นี่คือสิ่งที่ประเทศได้จากการแบนบุหรี่ไฟฟ้าตลอด 3 ปีที่ผ่านมา”

ส่วนสาเหตุหลักของโรคจากการสูบบุหรี่เกิดจากสารพิษที่มาจากการเผาไหม้ ไม่ใช่นิโคติน นิโคตินไม่ได้เป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคต่างๆ แม้ตัวนิโคตินเองจะไม่ได้ปลอดภัย 100% แต่ควันบุหรี่ที่เกิดจากการเผาไหม้ต่างหากที่เป็นตัวการก่อให้เกิดโรคต่างๆ ปัจจุบันเทคโนโลยีได้พัฒนาไปมาก การใช้นิโคตินไม่จำเป็นต้องเกิดจากการจุดไฟเผาบุหรี่อีกต่อไป บุหรี่ไฟฟ้าคือนวัตกรรมที่จะมาลดอันตรายจากการใช้ยาสูบได้อย่างยั่งยืน ทั้งลดจำนวนผู้ป่วย และผู้ที่เสี่ยงจากควันมือสอง เพราะเมื่อไม่เกิดควัน ความเสี่ยงที่จะได้รับอันตรายจากการสูบบุหรี่ก็ลดลงไปด้วย

และสุดท้าย เมื่อมีคำถามสำคัญกลับมา ว่า “ ประเทศไทยจะได้อะไรจากการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า” ซึ่ง ECST เผยว่า หากรัฐบาลต้องการสร้างมาตรการควบคุมหรือกำหนดอัตราภาษีบุหรี่ไฟฟ้าก็สามารถทำได้ทันที เนื่องจากทั้งในพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบฉบับใหม่ ปี 2560 และพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต ปี 2560 นั้นมีการระบุเนื้อหา นิยามที่ครอบคลุมบุหรี่ไฟฟ้าอยู่แล้ว

ทั้งหมดนี้ มีคำร้องขอจาก ECST กลายเป็น “ทอล์คออฟเดอะทาวน์” ในโลกโซเชียล ที่เพียงต้องการขอความเป็นธรรม เนื่องจากที่ผ่านมา ภาครัฐเป็นฝ่ายที่ให้ข้อมูลโจมตีบุหรี่ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง โดยไม่เปิดโอกาสให้มีการแสดงความเห็นโต้แย้งในเชิงเหตุและผล

ในนามของ กลุ่ม Facebook Page “บุหรี่ไฟฟ้าคืออะไร – ลาขาดควันยาสูบ” (@endsthailand) หรือ ECST เห็นว่า รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีหน้าที่ดูแล ตรวจสอบ ช่วยเหลือประชาชนที่ตกทุกข์ได้ยาก จากการดำเนินงานของรัฐบาล (หรือกระทรวงพาณิชย์ ในกรณีนี้ที่ออกกฎหมายห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า) น่าจะนำเรื่องบุหรี่ไฟฟ้ามาพิจารณาทบทวนเพื่อยกเลิกการห้ามนำเข้า หากรัฐบาลลดระดับบุหรี่ไฟฟ้าจากสินค้าต้องห้ามให้เป็นสินค้า “ควบคุม” และอนุญาตให้ประชาชนใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายภายใต้มาตรการจัดระเบียบและควบคุมของรัฐบาล จะเปิดโอกาสให้ผู้สูบบุหรี่มีทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าสำหรับตนเองและคนรอบข้าง ช่วยรักษาชีวิตและสุขภาพประชาชนนับล้านๆ คน ในขณะที่รัฐบาลยังสามารถควบคุมไม่ให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้า รวมถึงเป็นการเพิ่มรายได้เข้ารัฐอีกทางหนึ่งจากการมาตรการจัดเก็บภาษีบุหรี่ไฟฟ้าที่เหมาะสม

และถึงเวลาหรือยังสำหรับการรับฟังข้อมูลจาก “เหรียญด้านที่ 2” ในเรื่องของบุหรี่ไฟฟ้า กับสิ่งที่ถกเถียงกันมายาวนาน ว่าเป็น “โทษ หรือ เป็นประโยชน์” กันแน่? เรื่องแบบนี้ควรต้องชัดเจน และรับฟังข้อมูลซึ่งกันและกัน ฟังมาอีกด้านก็ควรต้องฟังอีกด้าน เพราะมันเป็นประโยชน์ของคนไทย และสุขภาพของคนไทยทั้งประเทศ …

 

ข้อมูลและภาพ จากเพจ

https://www.facebook.com/endsthailand/?hc_ref=ARRahmX2cg8hQ3A5tIgJfdW2uLl5l837mvTCpbXM-ymo1cbQrOvGkI4ALJmLaFh-6hI