ปีทองไหมไทย 2561 ปั้น Smart Office ดันส่งออก สู่ยุคเกษตร 4.0

สานต่อโครงการทายาทหม่อนไหมสนองพระราชเสาวนีย์ฯ กรมหม่อนไหม เดินหน้าดัน Smart Farmer สู่ Smart Production หวังก้าวเป็น Smart Office ปี61

Advertisement

ในปี 2561 นอกจากกรมหม่อนไหมจะพัฒนายกระดับสินค้าหม่อนไหมไทยให้มีคุณภาพมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับและตรงตามความต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นแล้ว ยังมีเป้าหมายขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบาย“ต่อ เติม แต่ง” ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งสานต่อการดำเนินงานตามนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการตลาด พัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านหม่อนไหมทุกระดับ รวมทั้งพัฒนาระบบบริหารจัดการสินค้าหม่อนไหมสู่เกษตร 4.0 เพื่อสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มขีดความสามารถรองรับการแข่งขันให้กับสินค้าไหมไทยและผลิตภัณฑ์ไหมในเวทีการค้าโลกในอนาคต ยกระดับผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้ก้าวสู่การเป็น Smart Farmer และพัฒนาสินค้าหม่อนไหมสู่ Smart Production

นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า การพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านหม่อนไหมทุกระดับ เป็นหนึ่งภารกิจที่กรมหม่อนไหมตั้งเป้าเร่งสานต่อเพื่อยกระดับสมรรถนะบุคลากรให้มีศักยภาพสูงขึ้นตามนโยบายกระทรวงเกษตรฯ โดยเบื้องต้นมีเป้าหมายพัฒนาบุคลากรและเจ้าหน้าที่กรมหม่อนไหมทุกระดับให้เป็นสมาร์ทออฟฟิศเซอร์ (Smart Officer) ที่มีความรู้สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านหม่อนไหม อาทิ การเลี้ยงไหม การทอผ้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าไหม รวมถึงผลงานวิจัยที่ประสบผลสำเร็จ และข้อมูลด้านเศรษฐกิจและตลาดสินค้าหม่อนไปยังเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและผู้ประกอบการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยใน ปี 2561 มีแผนเร่งสร้าง “ไหมอาสา” เป้าหมายจำนวนกว่า 500 คนทั่วประเทศ เพื่อทำหน้าที่ประสานและเป็นสื่อกลางเชื่อมโยงการทำงานระหว่างกรมหม่อนไหมและเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแบบเข้าถึงทุกพื้นที่ เช่น ถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับหม่อนไหม รายงานข้อมูลและช่วยเหลือเกษตรกรหม่อนไหมที่ประสบปัญหาพิบัติภัย ติดตามภาวะราคาและตลาดเส้นไหม รวมทั้งช่วยแก้ไขปัญหาเบื้องต้นและสอบถามถึงความต้องการของเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เป็นต้น คาดว่า จะเป็นกลไกช่วยเติมเต็มการพัฒนาหม่อนไหมให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น

นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม

ขณะเดียวกันยังมีแผนขึ้นทะเบียนครูภูมิปัญญาหม่อนไหม โดยจะเร่งคัดเลือกและจัดทำฐานข้อมูลครูภูมิปัญญาหม่อนไหมให้ชัดเจน และส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านครูภูมิปัญญาหม่อนไหม อีกทั้งยังดำเนินการเชิดชูเกียรติครูภูมิปัญญาหม่อนไหมด้วย ซึ่งจะช่วยถ่ายทอดความรู้และภูมิปัญญาด้านหม่อนไหมไปสู่เกษตรกรรุ่นไหม เพื่ออนุรักษ์และสืบสานอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้คงอยู่คู่เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน

อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวอีกว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเช่นเดียวกับหลายประเทศทั่วโลก โดยไทยมีผู้สูงอายุราว 16-17% จากประชากรทั้งประเทศกว่า 68 ล้านคน และมีการคาดการณ์ว่า ภายในปี 2564 ผู้สูงอายุของไทยจะเพิ่มขึ้นถึง 20% ในส่วนของเกษตรกรไทยส่วนใหญ่มีอายุเฉลี่ยกว่า 55 ปี มีประมาณ 60% ของจำนวนเกษตรกรทั้งหมด กรมหม่อนไหมได้เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องดังกล่า ว จึงเตรียมแผนลงนามความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมกิจการผู้สูงอายุ (ผส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อร่วมกันส่งเสริมสนับสนุนอาชีพด้านหม่อนไหมแก่ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส ให้มีอาชีพ และรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนั้น ยังมีแผนดำเนินการสานต่อโครงการทายาทหม่อนไหม เพื่อสนองพระราชเสาวนีย์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ บรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เพื่ออนุรักษ์และสืบสานอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้คงอยู่ต่อไป โดยจะร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างๆ สร้างทายาทหม่อนไหมในสถาบันอุดมศึกษา และขยายความร่วมมือกับกองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) เพื่อสร้างทายาทหม่อนไหมในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนทั่วประเทศ โดยกรมหม่อนไหมจะสนับสนุนทั้งองค์ความรู้การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมอย่างถูกต้องและเหมาะสม รวมถึงสนับสนุนปัจจัยการผลิตพื้นฐาน เช่น พันธุ์หม่อน ไหมพันธุ์ดี และเครื่องมืออุปกรณ์ในการเลี้ยงไหม สาวไหม และทอผ้า เป็นต้น เพื่อกระตุ้นให้นักศึกษา เด็กนักเรียน และเยาวชนได้เรียนรู้และซึมซับอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และการพัฒนาธุรกิจต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นทางเลือกและช่วยสืบทอดอาชีพนี้ให้คงอยู่อย่างยั่งยืนทางหนึ่ง

“การผลิตไหมหัตถกรรมปัจจุบันเป็นการผลิตในระดับครัวเรือนเกษตรกรรายย่อย ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่สืบทอดอาชีพและสั่งสมประสบการณ์มายาวนานจากบรรพบุรุษ ถือเป็นกลุ่มบุคคลที่ต้องให้ความสำคัญ ซึ่งจะช่วยเติมเต็มการพัฒนาและช่วยถ่ายทอดภูมิปัญญาหม่อนไหมไปสู่ทายาทและกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ทดแทนรุ่นเดิมที่อายุสูงขึ้น นอกจากนี้ กรมหม่อนไหมยังมุ่งต่อยอดพัฒนาทายาทหม่อนไหมให้เป็นยังสมาร์ทฟาร์เมอร์ (Young Smart Farmer) พร้อมยกระดับผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้เป็นสมาร์ทฟาร์เมอร์ (Smart Farmer) เน้นส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านครูภูมิปัญญาหม่อนไหม ซึ่งภายในปี 2564 มีเป้าหมายยกระดับรายได้ของสมาร์ทฟาร์เมอร์เพิ่มขึ้นเป็น 390,000 บาท/ปี เพื่อสร้างความเข้มแข็งรองรับการแข่งขันในยุคเกษตร 4.0” นางสุดารัตน์ กล่าว

นอกจากนี้กรมหม่อนไหม จะได้ดำเนินงานตามแนวทางนโยบายที่ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบให้ไว้ เมื่อครั้งมาตรวจเยี่ยมกรมหม่อนไหม เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2560 โดยเน้นหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรในการลดต้นทุนการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม รวมถึงการนำศาสตร์พระราชา และพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่9 มาดำเนินงานโดยการส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมบนพื้นที่สูง เพื่อลดปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่า ช่วยสร้างความอุดมสมบูรณ์แก่ดิน น้ำ และป่าไม้ ตามแนวทางการปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก ซึ่งจะเป็นการสืบสานอาชีพด้านหม่อนไหมให้คงอยู่ต่อไปอีกด้วย