“บุพเพสันนิวาส”ตกหล่น“เหน่อสำเนียงหลวง”?แกว่งปากเกาะกระแสดังหน่อย

“บทของพระเพทราชาในละครที่ต้องพูด “ภาษาโบราณ” โดยเฉพาะในสมัยกรุงศรีอยุธยา ก็ควรเติมแต่งความเหน่อในแบบของสำเนียงสุพรรณฯ ซึ่งถือเป็นสำเนียงหลวงในสมัยนั้นต่อเติมเข้าไปด้วย”

Advertisement

จะว่าว่าหยุมหยิมก็ช่างปะไร ก็แค่เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยทางประวัติศาสตร์ ที่รู้ไว้ก็ใช่ว่าฯ ยิ่งบังเอิญ คำว่า“ออเจ้า” กับละคร “บุพเพสันนิวาส” กำลังเป็นกระแส ใครๆ ก็ชม ใครๆ ก็เชียร์ ก็ยิ่งต้องหา “ข้อบกพร่องตกหล่น” แต่หายังไงก็ไม่เจอ จนมาสะดุดอยู่กับบทบาทของ “พระเพทราชา” ซึ่งต่อมาจะเป็นต้นราชวงศ์บ้านพลูหลวง แห่งกรุงศรีอยุธยา ที่เป็นหนึ่งในบาทบาทของละคร “บุพเพสันนิวาส” พอดิบพอดี

อย่าว่ากระนั้นเลย ละครบุพเพสันนิวาสได้รับคำชมอย่างยิ่งในเรื่องของการใช้ภาษาไทยโบราณกับศัพท์แปลกๆ ที่ตอนนี้ก็กลายเป็น “ปัง” ในโลกเชียลไปและ อย่างคำว่า “ออเจ้า” หรืออีกหลายๆ คำ ที่เสิร์ชกันกระหึ่ม และกลายเป็นคำติดปากติดเฟสกับอย่างแพร่หลาย ซึ่งต้องยกเครดิตให้ทีมงาน ทั้งผู้สร้างผู้กับ และตัวละคร ที่สร้างสีสรรค์ในเรื่องภาษาได้เกือบเต็มที่ 100% แต่ก็หล่นไปนี๊สสสสนุง ตรงบทของพระเพทราชา นี่แหละ

“พระเพทราชา” ในละคร รับบทนี้โดย “ศรุต วิจิตรานนท์” เพราะในประวัติศาสตร์พระเพทราชา เป็นบุตรของพระนม ในสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พื้นเพเดิมมาจาก บ้านพลูหลวง แขวงเมืองสุพรรณบุรี เมื่อบทของพระเพทราชาในละครที่ต้องพูด “ภาษาโบราณ” โดยเฉพาะในสมัยกรุงศรีอยุธยา ก็ควรเติมแต่งความเหน่อในแบบของสำเนียงสุพรรณฯ ซึ่งถือเป็นสำเนียงหลวงในสมัยนั้นต่อเติมเข้าไปด้วย ซึ่งต่อมาก็เป็นอีกหนึ่งในกษัตริย์แห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวง

ศรุต วิจิตรานนท์ ในบทพระเพทราชา จากละคร บุพเพสันนิวาส

เรื่องของสำเนียงเหน่อสำเนียงหลวง ไม่ใช่เรื่องนำมาล้อกันของคนแถบภาคกลางภาคตะวันตก แต่เป็นเรื่องเป็นราวขนาดกาพย์ฉันท์โคลงกลอนหรือแม้แต่บทโขนในยุคราชวงศ์บ้านพลูหลวง (พระเพทราชา) ก็ต้องเอื้อนสำเนียงให้เหน่อเข้าไปจึงจะเป็นของแท้

อันนี้ไม่ได้พูดเอง แต่มีนักโบราณคดีหลายท่านได้กล่าวไว้! (แต่ดันจำไม่ได้ว่าใครบ้าง)

นักวิชาการ นักภาษาศาสตร์ นักโบราณคดี เคยยกตัวอย่างเปรียบเทียบถึง กาพย์เห่เรือ พระนิพนธ์เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร (เจ้าฟ้ากุ้ง) หนึ่งในเจ้านายชั้นสูงแห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวง เป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ที่ต้องเน้นสำเนียงอ่านให้เป็นสำเนียงหลวง (สำเนียงเหน่อ) จึงจะมีความไพเราะครบเครื่อง

เอาละว่ากันมาซะยาว แล้วเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับละคร “บุพเพสันนิวาส” กันละ ออเจ้า !

ก็เกี่ยวกันตรงที่ว่า ในบทของพระเทพราชา ไหนๆ ก็ออกภาษาโบราณครั้นสมัยกรุงศรีฯแล้วก็น่าจะออกสำเนียงหลวงไปด้วยเลยน่าจะครบเครื่อง เพราะในอนาคตจะเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวง ละครก็น่าจะได้อรรถรสมากขึ้นเป็นแน่แท้

จะเรียกว่า “ตกหล่น” หรือ “มองข้าม” ได้ทั้งนั้น และจริงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องผิดร้ายแรงด้วยประการทั้งปวง ก็แค่คน “ว่างจัด” ติดละครซึ่งดีจนแทบหาที่ติไม่ได้พยายามจับผิดแบบไร้สาระก็เท่านั้นเอง

แต่จริงๆ จะว่าไร้สาระซะทีเดียวก็หาได้ไม่ เพราะ “สำเนียงหลวง” ที่หล่นหายไปในสมัยกรุงศรีฯ กลายเป็นสำเนียง “เหน่อ” ที่คนกรุงเทพฯ ในปัจจุบันฟังแล้วมักอมยิ้ม แถมมีแซว แถมมีล้อเลียนตามๆ มาด้วย ซึ่งก็แค่อยากกระตุ้นย้ำให้เห็นว่า “สำเนียงเหน่อ” ในวันนี้ แท้จริงแล้วคือ สำเนียงหลวงในสมัยนั้น ส่วนสำเนียงหลวงในสมัยนี้คนสมัยนั้นก็อาจเรียกพวกสำเนียงเหน่อ ฟังแล้วไม่งงนะ สรุปคือ

ภาษากรุงเทพฯ ในปัจจุบัน นี่แหละอาจเป็นสำเนียงเหน่อในสมัยกรุงศรีฯ และสำเนียงหลวง(เหน่อ)สมัยกรุงศรีฯ คือสำเนียงเหน่อในปัจจุบัน!

ส่วนเหน่อสำเนียงหลวงที่ว่า จะหาฟังได้ที่ไหน ก็สำเนียงที่ปัจจุบันคนพื้นเพพูดกันในแถบสุพรรณฯ –อ่างทอง –สิงห์บุรี หรือคนอยุธยาดั้งเดิม นั่นไง ไปลองหาฟังกันดู นั่นแหละใกล้เคียงสำเนียงหลวงในสมัยกรุงศรีฯ หนักยิ่งกว่านั้น ยังมีเหน่อสำเนียงหลวง ที่เก่าขึ้นไปอีก คือเหน่อออกไปทางสำเนียงสุพรรณฯผสมกับสำเนียงหลวงพระบาง อันหลังนี้ ถ้าไม่คลาดเคลื่อนก็พอจำๆ ได้ว่าเป็น “อาจารย์ สุจิตต์ วงษ์เทศ” ก็เคยให้ทัศนะไว้ (ขออนุญาตเอ่ยนาม)

เอาละว่างงานมาวิจารณ์ก็เท่านี้ แกว่งปากอยากดัง ให้ชาวโซเชียลด่าเล่น ไปเรื่อย ละครเขากำลังดีๆ ดังๆ ดันมาทำลายบรรยากาศเสียนี่ ก็เพราะดังนี่แหละเลยขอเกาะกระแสดังไปด้วยเถิดนะออเจ้า ….

ภาคินสัน

เครดิตภาพ ช่อง 3 -บ.เจ้าของละคร เว็ป http://www.broadcastthai.com และ https://lifestyle.campus-star.com